วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Casio G-Shock รุ่น G MAX

Casio G-Shock รุ่น G MAX
ในช่วงเวลาที่กระแสของ smartwatch เริ่มแรงขึ้นเรื่อยๆ นั้น ผู้ผลิตนาฬิกาดั้งเดิมก็ต้องพยายามตามกระแสเพื่อไม่ให้หลุดไปจากวงโคจรครับ และทาง Casio เองก็เป็นหนึ่งในบริษัทผู้ผลิตนาฬิกาที่มีประวัติมาอย่างยาวนานและได้ออกนาฬิกามาหลายซีรีส์เอาใจผู้ใช้งานแยกตามกลุ่ม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนาฬิกาในซีรีส์ G-Shock ที่ได้รับเสียงตอบรับอย่างดีจากผู้บริโภคและมีแฟนพันธ์แท้ของซีรีส์นี้อยู่ไม่น้อยครับ
การเชื่อมต่อกับ smartphone นั้นก็สามารถที่จะใช้งานร่วมกันได้กับทั้งระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ครับ โดยเมื่อเชื่อมต่อแล้วทำการเปิดแอปพลิเคชันของทาง Casio คุณจะสามารถใช้งาน smartphone เป็นเครื่องควบคุมการเล่นเพลงบนนาฬิกาครับ โดยคุณสามารถที่จะทำการเลื่อนเพลง, ปรับความดังของเสียง หรือแม้กระทั่งปรับการตั้งค่า equalizer ก็ได้เช่นเดียวกันครับ นอกจากนั้นคุณยังจะสามารถใช้ GBA-400 ในการค้นหาชื่อเพลงที่คุณได้ยินผ่านบริการ SoundHound ได้อีกด้วยครับ โดยเมื่อคุณทำการค้นหาแล้วแอปพลิเคชันบน smartphone ก็จะขึ้นรายละเอียดของเพลงนั้นและคุณสามารถที่จะสั่งซื้อเพลงนั้นในรูปแบบดิจิทัลมาเก็บไว้ได้ทันทีครับ
น่าเสียดายที่ Casio G-Shock GBA-400 นั้นไม่ได้มาพร้อมกับความสามารถในการชาร์จแบบโซลาร์เซลล์เหมือนกับนาฬิการุ่นอื่นของ Casio ครับ แต่ก็ไม่ต้องกังวลไปครับว่าแบตเตอรี่จะใช้งานไม่ได้นาน เพราะทาง Casio ยืนยันว่าแบตเตอรี่ของ GBA-400 จะสามารถใช้งานได้ยาวนานถึง 2 ปีด้วยกันครับ สำหรับการวางจำหน่ายนั้น GBA-400 จะวางจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเป็นประเทศแรกครับสนนราคาอยู่ที่เรือนละ 23,000 yen หรือประมาณ 7,055 บาท และจะวางตลาดทั่วโลกในภายหลังครับ
  1706   0
casio Exilim EX-FR10-2
สำหรับฟังก์ชั่นโดยทั่วไปของกล้องดิจิตอลในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ก็จะคล้ายคลึงกันไปหมดและข้อจำกัดที่เห็นได้ชัดก็คือ ผู้ใช้จะต้องอยู่ด้านหลังเลนส์เสมอ แต่ในวันนี้ Casio Exilim EX-FR10 ก็ได้ออกแบบกล้องที่ให้อิสระในการควบคุมกล้องและเลนส์ เพื่อให้ใช้งานได้สะดวกมากยิ่งขึ้น
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบเก็บภาพกิจกรรมหรือความรู้สึกดีๆ ไว้แล้วหล่ะก็ต้องไม่พลาดอุปกรณ์ชิ้นใหม่จาก Casio นี้ครับ กับ EXILIM กล้องขนาดเล็กที่มาพร้อมกับหน้าจอแบบพกพาที่สามารถแยกออกจากกันได้ ตัวกล้องสำหรับการบันทุกภาพ(หรือวีดีโอ) นั้นมาในรูปแบบวงกลม ดีไซน์ที่ดูโฉบเฉี่ยวเหมาะกับการนำไปใช้งานในกิจกรรมการแจ้งเป็นอย่างยิ่ง ตัวกล้องใช้เลนส์ที่มีรูโฟกัสอยู่ที่ 2.8 พร้อมความสามารถในการโฟกัสโดยอัตโนมัติ สามารถเก็บภาพได้ที่ความละเอียดสูงสุดถึง 14MP บันทึกวีดีโอได้ที่ความละเอียดสูงสุดแบบ Full-HD หรือ 1080p ทาง Casio ยืนยันว่าตัวกล้องมาพร้อมกับแบตเตอรี่ที่สามารถใช้งานได้ต่อเนื่องถึง 75 นาทีเพื่อการบันทึกภาพวีดีโอแบบต่อเนื่องโดยเฉพาะ(แต่ถ้าใช้งานถ่ายภาพนิ่งแล้วจะสามารถใช้งานได้นานกว่านั้นครับ)
สำหรับท่านที่เป็นสาวก G-Shock อยู่แล้วหล่ะก็เตรียมพบกับ G-Shock ตัวใหม่ที่จะเปิดตัวในเดือนหน้านี้ได้เลยครับ โดย G-Shock รุ่น GBA-400 ตัวนี้ ความสามารถพิเศษในการเป็น smartwatch จาก Casio แล้วยังจะมีความสามารถในการค้นหาเพลงได้ผ่านทางแอปพลิเคชัน SoundHound ที่จะถูกผนวกรวมมากับแอป G'Mix ด้วยครับ โดยเมื่อคุณใช้ฟังก์ชันค้นหาเพลงจาก SoundHound(จากแอป G'Mix) ชื่อเพลงจะถูกส่งขึ้นไปแสดงผลที่บนตัวนาฬิกาครับ(บนตัวเรือนนาฬิการจะมีหน้าจอ LCD อยู่)
casio
G-Shock กลับมาแล้วครับ Casio เปิดตัวนาฬิกาแบบ analog 2 concepts ใหม่ด้วยกันโดยมาพร้อมกับความสามารถเหมือนเป็น Smartwatch (ที่ส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปแบบ digital) ดีไซน์การออกแบบต่างๆ ยังคงแสดงถึงความเป็น G-Shock ในแบบที่เคยเป็นมา (อารมณ์ว่ามองดูก็รู้ว่าเป็น G-Shock ครับ) โดยยังคงรูปแบบของนาฬิกาแบบ Analog ไว้เช่นเดิม และใช้การชาร์จแบตด้วยเทคโนโลยี Solar cells แบบใหม่ของบริษัท ช่วยทำให้ไม่ต้องมีการชาร์จโดยใช้ USB เหมือน Smartwatch ยี่ห้ออื่นๆ การเชื่อมต่อกับ Smartphone จะใช้วิธีการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth 4.0 Low Power (เป็นนาฬิกาของ Casio รุ่นแรกที่สามารถทำได้) โดยการเชื่อมต่อนั้นจะมีทั้งการส่งข้อมูลเวลา การตั้งปลุก ฯลฯ ได้ผ่านทาง Smartphone และดูเหมือนว่า Casio ยังคงดูเป็นนาฬิกามากกว่ายี่ห้ออื่นที่ดีไซน์ออกมาเกินเลยคำว่านาฬิกาไปแล้ว

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

การเขียนโครงงาน

การเขียนโครงงาน

ขั้นตอนในการเขียนโครงการ
            1. ชื่อแผนงาน
            2. ชื่อโครงการ
            3. หลักการและเหตุผล
            4. วัตถุประสงค์
            5. เป้าหมาย
            6. วิธีดำเนินการ
            7. ระยะเวลาดำเนินการ
            8. งบประมาณ
            9. ผู้รับผิดชอบโครงการ
          10. หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
          11. การประเมินผล
          12. ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
การวางแผนและการเขียนโครงการ
            ความหมายของการวางแผน มีผู้ให้คำจำกัดความของการวางแผนไว้หลายลักษณะ เช่น
            การวางแผน คือ การมองอนาคต การเล็งเห็นจุดดหมายที่ต้องการ การคาดปัญหาเหล่านั้นไว้ล่วงหน้าไว้อย่างถูกต้อง ตลอดจนการหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น
            การวางแผน เป็นการใช้ความคิดมองจินตนาการตระเตรียมวิธีการต่างๆ เพื่อคัดเลือกทางที่ดีที่สุดทางหนึ่ง กำหนดเป้าหมายและวางหมายกำหนดการกระทำนั้น เพื่อให้สำเร็จลุล่วงไปตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้
            การวางแผน เป็นกิจกรรมอย่างหนึ่งที่เกี่ยวกับการกำหนดสิ่งที่จะกระทำในอนาคต การประเมินผลของสิ่งที่กำหนดว่าจะกระทำและกำหนดวิธีการที่จะนำไปใช้ในการปฏิบัติ
           ถ้าจะกล่าวโดยสรุป การวางแผนก็คือการคิดการหรือกะการไว้ล่วงหน้าว่าจะทำอะไร ทำไม
ทำที่ไหน เมื่อไร อย่างไร และไครทำ
            การวางแผนจึงเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับ
            - อนาคต
            - การตัดสินใจ
            - การปฏิบัติ
            ความสำคัญของการวางแผน            ถ้าจะเปรียบเทียบระบบการศึกษากับคน การวางแผนก็เปรียบเสมือนสมองของคน ซึ่งถ้ามองในลักษณะนี้แล้ว การวางแผนก็มีความสำคัญไม่น้อยทีเดียว เพราะถ้าสมองไม่ทำงานส่วนอื่นๆของร่างกาย เช่น แขน ขา ก็จะทำอะไรไม่ได้ หรือถ้าคนทำงานไม่ใช้สมอง คือทำงานแบบไม่มีหัวคิดก็ลองนึกภาพดูก็แล้วกันว่าจะเป็นอย่างไร คนทุกคนต้องใช้สมองจึงจะทำงานได้ ระบบการศึกษาหรือการจัดการศึกษาก็่เช่นเดียวกัน ต้องมีการวางแผน คือ อย่างน้อยต้องมีความคิด การเตรียมการว่าจะจัดการศึกษาเพื่ออะไร เพื่อใคร อย่างไร
           การวางแผนมีประโยชน์ในหลายเรื่องด้วยกัน เช่น
           1. การวางแผนเป็นเครื่องช่วยให้มีการตัดสินใจอย่างมีหลักเกณฑ์ เพราะได้มีการศึกษาสภาพเดิมในปัจจุบันแล้ว กำหนดสภาพใหม่ในอนาคต ซึ่งได้แก่การตั้งวัตถุประสงค์ หรือเป้าหมาย แล้วหาลู่ทางที่จะทำให้สำเร็จตามที่มุ่งหวัง นักวางแผนมีหน้าที่จัดทำรายละเอียดของงานจัดลำดับความสำคัญพร้อมทั้งข้อเสนอแนะที่ควรจะเป็นต่างๆ เพื่อให้ผู้มีหน้าที่ตัดสินใจพิจารณา
            2. การวางแผนเป็นศูนย์กลางประสานงานเช่น ในการจัดการศึกษาเราสามารถใช้การวางแผนเพื่อประสานงานการศึกษาทุกระดับและทุกสาขาให้สอดคล้องกันได้

            3. การวางแผนทำให้การปฏิบัติงานต่างๆเป็นไปโดยประหยัดมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล เพราะการวางแผนเป็นการคิดและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าและเสนอทางเลือกที่จะก่อให้เกิดผลที่ดีที่สุด

            4. การวางแผนเป็นเครื่องมือในการควบคุมงานของนักบริหารเพื่อติดตามตรวจสอบการปฏิบัติงานของฝ่ายต่างๆให้เป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายที่ต้องการ
            ประเภทของแผน
            เมื่อกล่าวมาถึงตอนนี้น่าจะพูดถึงประเภทของแผนเสียเล็กน้อยเพื่อความเข้าใจลักษณะของแผนแต่ละอย่าง ถ้าจะมองในแง่ของระยะเวลาอาจจะแบ่งแผนออกเป็น ประเภทใหญ่ๆดังนี้คือ
            1. แผนพัฒนาระยะยาว (10 - 20 ปี) กำหนดเค้าโครงกว้างๆ ว่าประเทศชาติของเราจะมีทิศทางพัฒนาไปอย่างไร ถ้าจะดึงเอารัฐธรรมนูญ และ/หรือแผนการศึกษาแห่งชาติมาเป็นแผนประเภทนี้ก็พอถูไถไปได้แต่ความจริงแผนพัฒนาระยะยาวของเราไม่มี
            2. แผนพัฒนาระยะกลาง (4 - 6 ปี) แบ่งช่วงของการพัฒนาออกเป็น ปี หรือ ปี หรือ ปี โดยคาดคะเนว่าในช่วง 4 - 6 ปี นี้ จะทำอะไรกันบ้าง จะมีโครงการพัฒนาอะไร จะงบประมาณใช้ทรัพยากรมากน้อยเพียงไร แผนดังกล่าวได้แก่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาตินั่นเองในส่วนของการศึกษาก็มีแผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ(ไม่ใช่แผนการศึกษาแห่งชาติ)ในเรื่องของการเกษตรก็มีแผนพัฒนาเกษตร เป็นต้น
            3. แผนพัฒนาประจำปี (ปี) ความจริงในการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลาง เช่น แผนพัฒนาการศึกษาได้มีการหนดรายละเอียดไว้เป็นรายปีอยู่แล้ว แต่เนื่องจากการจัดทำแผนพัฒนาระยะกลางได้จัดทำไว้ล่วงหน้า ข้อมูลหรือความต้องการที่เขียนไว้อาจไม่สอดคล้องกับสภาพที่แท้จริงในปัจจุบัน จึงต้องจัดทำแผนพัฒนาประจำปีขึ้น นอกจากนั้น วิธีการงบประมาณของเราไม่ใช้แผนพัฒนาระยะกลางขอตั้งงบประมาณประจำปี เพราะมีรายละเอียดน้อยไป แต่จะต้องใช้แผนพัฒนาประจำปี เป็นแผนขอเงิน
            4. แผนปฏิบัติการประจำปี 
(1 ปี) ในการขอตั้งงบประมาณตามแผนพัฒนาประจำปีในข้อ ปกติมักไม่ได้ตามที่กระทรวง ทบวง กรมต่างๆขอไป สำนักงบประมาณหรือคณะกรรมาธิการของรัฐสภามักจะตัดยอดเงินงบประมาณที่ส่วนราชการต่างๆขอไปตามความเหมาะสมและจำเป็นและสภาวการณ์การเงินงบประมาณของประเทศที่จะพึงมีภายหลังทีส่วนราชการต่างๆ ได้รับงบประมาณจริงๆแล้ว จำเป็นที่จะต้องปรับแผนพัฒนาประจำปีที่จัดทำขึ้นเพื่อขอเงินให้สอดคล้องกับเงินที่ได้รับอนุมัติ ซึ่งเรียกว่าแผนปฏิบัติการประจำปีขึ้น
            ความหมายของโครงการ
             พจนานกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ให้ความหมายของคำโครงการว่า หมายถึง"แผนหรือเค้าโครงการตามที่กะกำหนดไว้"โครงการเป็นส่วนประกอบส่วนหนึ่งในการวางแผนพัฒนาซึ่งช่วยให้เห็นภาพ และทิศทางการพัฒนา ขอบเขตของการที่สามารถติดตามและประเมินผลได้
            โครงการเกิดจากลักษณะความพยายามที่จะจัดกิจกรรม หรือดำเนินการให้บรรจุวัตถุประสงค์ เพื่อบรรเทาหรือลดหรือขจัดปัญหา และความต้องการทั้งในสภาวการณ์ปัจจุบันและอนาคต โครงการโดยทั้วไป สามารถแยกได้หลายประเภท เช่น โครงการเพื่อสนองความต้องการ โครงการ
พัฒนาทั่วๆไป โครงการตามนโยบายเร่งด่วน เป็นต้น
            องค์ประกอบของโครงการ  องค์ประกอบพื้นฐานในโครงการแต่ละโครงการนั้นควรจะมีดังนี้
            1.ชื่อแผนงาน 
เป็นการกำหนดชื่อให้ครอบคลุมโครงการเดียวหรือหลายโครงการที่มีลักษณะงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อแก้ไขปัญหาหรือสนองวัตถุประสงค์หลักที่กำหนดไว้
            2.ชื่อโครงการ ให้ระบุชื่อโครงการตามความเหมาะสม มีความหมายชัดเจนและเรียกเหมือนเดิมทุกครั้งจนกว่าโครงการจะแล้วเสร็จ
            3.หลักการและเหตุผล ใช้ชี้แจงรายละเอียดของปัญหาและความจำเป็นที่เกิดขึ้นที่จะต้องแก้ไข ตลอดจนชี้แจงถึงผลประโยชน์ที่จะได้รับจากการดำเนินงานตามโครงการและหากเป็นโครงการที่จะดำเนินการตามนโยบาย หรือสอดคล้องกับแผนจังหวัดหรือแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือแผนอื่น ๆ ก็ควรชี้แจงด้วย ทั้งนี้ผู้เขียนโครงการ
            บางท่านอาจจะเพิ่มเติมข้อความว่าถ้าไม่ทำโครงการดังกล่าวผลเสียหายโดยตรง หรือผลเสียหายในระยะยาวจะเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้อนุมัติโครงการได้เห็นประโยชน์ของโครงการกว้างขวางขึ้น
            4.วัตถุประสงค์
 เป็นการบอกให้ทราบว่า การดำเนินงานตามโครงการนั้นมีความต้องการให้อะไรเกิดขึ้น วัตถุประสงค์ที่ควรจะระบุไว้ควรเป็นวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ปฏิบัติได้และวัดและประเมินผลได้ ในระยะหลัง ๆ นี้นักเขียนโครงการที่มีผู้นิยมชมชอบมักจะเขียนวัตถุประสงค์เป็นวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม คือเขียนให้เป็นรูปธรรมมากกว่าเขียนเป็นนามธรรม  การทำโครงการหนึ่ง ๆ อาจจะมีวัตถุประสงค์มากกว่า ข้อได้ แต่ทั้งนี้การเขียนวัตถุประสงค์ไว้มาก ๆ อาจจะทำให้ผู้ปฏิบัติมองไม่ชัดเจน และอาจจะดำเนินการให้บรรลุวัตถุประสงค์ไม่ได้ ดังนั้นจึงนิยมเขียนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน-ปฏิบัติได้-วัดได้เพียง 1-3 ข้อ
            5.เป้าหมาย ให้ระบุว่าจะดำเนินการสิ่งใด โดยพยายามแสดงให้ปรากฏเป็นรูปตัวเลขหรือจำนวนที่จะทำได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด การระบุเป้าหมาย ระบุเป็นประเภทลักษณะและปริมาณ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และความสามารถในการทำงานของผู้รับผิดชอบโครงการ
            6.วิธีดำเนินการหรือกิจกรรมหรือขั้นตอนการดำเนินงาน 
คืองานหรือภารกิจซึ่งจะต้องปฏิบัติในการดำเนินโครงการให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ ในระยะการเตรียมโครงการจะรวบรวมกิจกรรมทุกอย่างไว้แล้วนำมาจัดลำดับว่าควรจะทำสิ่งใดก่อน-หลัง หรือพร้อม ๆ กัน แล้วเขียนไว้ตามลำดับ จนถึงขั้นตอนสุดท้ายที่ทำให้โครงการบรรลุวัตถุประสงค์
            7.ระยะเวลาการดำเนินงานโครงการ คือการระบุระยะเวลาตั้งแต่เริ่มต้นโครงการจนเสร็จสิ้นโครงการปัจจุบันนิยมระบุ วัน-เดือน-ปี ที่เริ่มต้นและเสร็จสิ้น การระบุจำนวน ความยาวของโครงการเช่น เดือน ปี โดยไม่ระบุเวลาเริ่มต้น-สิ้นสุด เป็นการกำหนดระยะเวลาที่ไม่สมบูรณ์
            8.งบประมาณ
 เป็นประมาณการค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นของโครงการ ซึ่งควรจำแนกรายการค่าใช้จ่ายได้อย่างชัดเจน งบประมาณอาจแยกออกได้เป็น ประเภท คือ
            - เงินงบประมาณแผ่นดิน
            - เงินกู้และเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ
            - เงินนอกงบประมาณอื่น ๆ เช่น เงินเอกชนหรือองค์การเอกชน เป็นต้น
            การระบุยอดงบประมาณ ควรระบุแหล่งที่มาของงบประมาณด้วย นอกจากนี้หัวข้อนี้สามารถระบุทรัพยากรอื่นที่ต้องการ เช่น คน วัสดุ ฯลฯ
            9. เจ้าของโครงการหรือผู้รับผิดชอบโครงการ เป็นการระบุเพื่อให้ทราบว่าหน่วยงานใดเป็นเจ้าของหรือรับผิดชอบโครงการ โครงการย่อย ๆ บางโครงการระบุเป็นชื่อบุคคลผู้รับผิดชอบเป็นรายโครงการได้
            10.หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน 
เป็นการให้แนวทางแก่ผู้อนุมัติและผู้ปฏิบัติว่าในการดำเนินการโครงการนั้น ควรจะประสานงานและขอความร่วมมือกับหน่วยงานใดบ้าง เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้
            11.การประเมินผล
 บอกแนวทางว่าการติดตามประเมินผลควรทำอย่างไรในระยะเวลาใดและใช้วิธีการอย่างไรจึงจะเหมาะสม ซึ่งผลของการประเมินสามารถนำมาพิจารณาประกอบการดำเนินการ เตรียมโครงการที่คล้ายคลึงหรือเกี่ยวข้องในเวลาต่อไป
            12.ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เมื่อโครงการนั้นเสร็จสิ้นแล้ว จะเกิดผลอย่างไรบ้างใครเป็นผู้ได้รับเรื่องนี้สามารถเขียนทั้งผลประโยชน์โดยตรงและผลประโยชน์ในด้านผลกระทบของโครงการด้วยได้
            ลักษณะโครงการที่ดี  
โครงการที่ดีมีลักษณะดังนี้
            1. เป็นโครงการที่สามารถแก้ปัญหาของท้องถิ่นได้
            2. มีรายละเอียด เนื้อหาสาระครบถ้วน ชัดเจน และจำเพาะเจาะจง โดยสามารถตอบคำถามต่อไปนี้ได้คือ
        - โครงการอะไร = ชื่อโครงการ
        - ทำไมจึงต้องริเริ่มโครงการ = หลักการและเหตุผล
        - ทำเพื่ออะไร = วัตถุประสงค์
        - ปริมาณที่จะทำเท่าไร = เป้าหมาย
        - ทำอย่างไร = วิธีดำเนินการ
        - จะทำเมื่อไร นานเท่าใด = ระยะเวลาดำเนินการ
        - ใช้ทรัพยากรเท่าไรและได้มาจากไหน = งบประมาณ แหล่งที่มา
        - ใครทำ = ผู้รับผิดชอบโครงการ
        - ต้องประสานงานกับใคร = หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
        - บรรลุวัตถุประสงค์หรือไม่ = การประเมินผล
        - เมื่อเสร็จสิ้นโครงการแล้วจะได้อะไร = ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
            3. รายละเอียดของโครงการดังกล่าว ต้องมีความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กัน เช่น วัตถุประสงค์ต้องสอดคล้องกับหลักการและเหตุผล วิธีดำเนินการต้องเป็นทางที่ทำให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ ฯลฯ เป็นต้น

            4. โครงการที่ริเริ่มขึ้นมาต้องมีผลอย่างน้อยที่สุดอย่างใดอย่างหนึ่งในหัวข้อต่อไปนี้
        - สนองตอบ สนับสนุนต่อนโยบายระดับจังหวัดหรือนโยบายส่วนรวมของประเทศ
        - ก่อให้เกิดการพัฒนาทั้งเฉพาะส่วนและการพัฒนาโดยส่วนรวมของประเทศ
        - แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ตรงจุดตรงประเด็น

            5. รายละเอียดในโครงการมีพอที่จะเป็นแนวทางให้ผู้อื่นอ่านแล้วเข้าใจ และสามารถดำเนินการตามโครงการได้

            6. เป็นโครงการที่ปฏิบัติได้และสามารถติดตามและประเมินผลได้

รูปแบบการเขียนโครงการ
ชื่อแผนงาน..................................................................................................................
ชื่อโครงการ..................................................................................................................
หลักการและเหตุผล
..................................................................................................................................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................................................................................
วัตถุประสงค์
.................................................................................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................................................................................................................................
เป้าหมาย
................................................................................................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................................................................................................................
วิธีดำเนินการ
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
ระยะเวลาดำเนินการ
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
งบประมาณ
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................................. 
ผู้รับผิดชอบโครงการ
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................................. 
หน่วยงานที่ให้การสนับสนุน
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
การประเมินผล
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................................
ผลประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
..............................................................................................................................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................................................................................................................

วันพฤหัสบดีที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ตัว 100 ขา หรือตัวสงกรานต์ไม่สามารถอยู่ในระบบประปาได้ เนื่องจาก

ตัวร้อยขา
 LIFESTYLE NOVEMBER 9, 2014

ตัวร้อยขา หรือ ตัวสงกรานต์ คืออะไรกันแน่ มาดูกัน!!

เป็นข่าวตกอกตกใจและเป็นเรื่องที่กำลังแชร์กันว่อนในโลกออนไลน์ตอนนี้ เกี่ยวกับการพบตัวร้อยขาสายพันธุ์ใหม่ที่ลำตัวเป็นสีน้ำเงิน แต่คงจะน่าตกใจมากไปกว่านั้น เพราะแหล่งที่ชาวบ้านพบนั้น พบว่ามันไหลออกมาจากก๊อกน้ำประปาที่บ้าน !!
ฟังแล้วก็น่าขนลุกไม่เบาเลยนะคะ ทีมงานจันทร์ไทยของเราเลยไปหาสาระความรู้เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ว่าแท้ที่จริงแล้ว ตัวร้อยขามันคืออะไร เกิดมาได้อย่างไร และเป็นอันตรายต่อมนุษย์อย่างไร
ตัวร้อยขา สีน้ำเงิน
ตัวร้อยขา สีน้ำเงิน
ตัวร้อยขา หรือ ตัวสงกรานต์ เป็นสัตว์จำพวกหนอนลำตัวมีปล้อง เหมือนกับปลิง ทางวิทยาศาสตร์จัดอยู่ใน Phylum : Annelida,Class : Polychaeta มีหลายชนิด เท่าที่พบในขณะนี้ มี 2 Family ได้แก่
- Sylidae พบที่ฉะเชิงเทรา
- Nereidae พบในกรุงเทพมหานคร
จะมีขนาดแตกต่างกันไป ตัวแก่จะมีขาตามปล้องสำหรับเคลื่อนไหวในน้ำ และคืบคลานในที่ชื้นแฉะหรือซอกมุมที่อับชื้น ลำตัวอาจมีความยาว ถึง 6 – 10 ซม.)
แหล่งพบ ตัวร้อยขา
แหล่งพบ ตัวร้อยขา
สถานทื่ ส่วนใหญ่จะพบในทะเล เขตน้ำกร่อย หรือปากแม่น้ำ คลองที่เชื่อมติดกับทะเล ตัวแก่บางชนิดสามารถมีชีวิตในน้ำจืดได้จะอยู่ก้นท้องน้ำโดยปกติจะพบตัวแก่จำนวนไม่มากนักในน้ำจืด จากการพลัดหลงเข้าไป แต่ตัว 100 ขา ไม่สามารถจะแพร่พันธุ์หรือผสมพันธุ์ได้ในน้ำจืด เนื่องจากสภาพตามธรรมชาติไม่อำนวย จากหลักฐานการศึกษาไม่เคยพบตัวอ่อนในน้ำจืด
ท่อระบายน้ำ พบตัวร้อยขา
ท่อระบายน้ำ พบตัวร้อยขา
สถานที่พบในกรุงเทพมหานคร
1. พลัดหลงมาตามแม่น้ำลำคลอง ตามกระแสน้ำขึ้น – ลง และในช่วงฝนตกน้ำล้นจากคลองไปตามสนาม หญ้า โรงรถซึ่งเป็นจุดต่ำสุดของบ้านแล้วคืบคลานไปหาที่เย็น ๆ เปียกชื้น จึงมักพบได้ตามตุ่มน้ำ กะละมังที่มีน้ำขังหรือบริเวณที่มีตะไคร่น้ำเกาะ
2. ตามท่อระบายน้ำซึ่งมีทางออกสู่คูคลอง ตัว 100 ขา สามารถเข้าสู่ท่อระบายน้ำทิ้งจนถึงห้องน้ำได้ แล้วซุกตัวอยู่ตามซอกมุมที่อับชื้น

3. พบอยู่ในสายยางซึ่งวางไว้กับพื้นที่มีสภาพชื้นแฉะเพราะตัว 100 ขา ไม่สามารถทนความร้อน แสงแดดหรือแสงไฟได้ และต้องอยู่ในที่มีความชื้นสูง ต้องคืบคลานเข้าหาที่ทึบแสงและที่มีความชื้นอยู่เสมอ บางครั้งจะพบตัว 100 ขา ในภาชนะที่คว่ำอยู่บนพื้นเพื่อหลบแสงแดด เมื่อหงายภาชนะใส่น้ำประปาโดยไม่สังเกตจะพบตัว 100 ขา อยู่ในภาชนะนั้นก่อนแล้ว
plankton
อาหาร ตัว 100 ขา จะกินพวก plankton และสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ในน้ำเป็นอาหารเพราะมีเขี้ยวมันจึงสามารถจัดกินสัตว์ตัวเล็ก ๆ เป็นอาหารได้ด้วย ในช่วงสืบพันธุ์จะกินอาหารน้อยมากและเกือบไม่กินเลย สัตว์ประเภทนี้มีความต้องการก๊าซออกซิเจนมากใน การดำรงชีวิตจึงมีผิวหนังและขาแบนบางใสเพื่อให้ก๊าซออกซิเจนในน้ำแพร่ผ่านได้ดี
การสืบพันธุ์ ตัวสงกรานต์จะอาศัยอยู่ตามผิวพื้นของทะเลเมื่อถึงฤดูผสมพันธุ์ ตัวแก่จะมาอยู่กันเป็นกลุ่ม ๆ เพื่อให้ไขซึ่งจะอยู่ส่วนปลายของลำตัวจะหลุดออกมาผสมกับน้ำเชื้อตัวอ่อนจะล่องลอยไปกับกระแสน้ำ ตัวแก่จะตายไปเมื่อมีการผสมพันธุ์กันทุกครั้งหมุนเวียนไปอย่างนี้เรื่อยไป จะพบว่าในเดือนมีนาคม ถึง พฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีฝนตกซุกของทุกปีจะพบตัวสงกรานต์ได้มาก ที่สุดเนื่องจากเป็นฤดูช่วงผสมพันธุ์ของมัน
ระบบน้ำประปา
ระบบน้ำประปา
ตัว 100 ขา หรือตัวสงกรานต์ไม่สามารถอยู่ในระบบประปาได้ เนื่องจาก
1. บ่อกรองน้ำประกอบด้วยชั้นถ่านและชั้นหินเอนทราไซด์ ขนาด 0.85 มม. หนา 80 ซม. และทรายขนาด 0.6 มม. หนา 40 ซม. มีประสิทธิภาพกรองของสารหรือสิ่งมีชีวิต ขนาด 0.2 ไมครอน
(1 ไมครอน = 0.001 มม.) ได้ ไข่ของตัว 100 ขามีขนาดใหญ่ถึง 100 – 200 ไมครอน จึงไม่สามารถผ่านบ่อกรองน้ำได้อย่างแน่นอน
2. ในระบบเส้นท่อจ่ายน้ำ ถ้าตัว 100 ขา หรือไข่เกิดพลัดหลงเข้าไปด้วยสาเหตุใดก็แล้วก็ไม่สามารถจะดำรงชีวิตอยู่ได้เนื่องจากคลอรีนและแรงดันในน้ำประปาทำลายโครงสร้างลำตัว และผิวหนังที่บอบบาง จากการทดลองกับตัว 100 ขา ตัวขนาด 6 ซม. ถ้ามีคลอรีนเพียง 0.5 มิลลิกรัม/ลิตร จะตายภายใน 30-40 นาที (ในสภาพไม่มีแรงดันน้ำ)
- ไข่และตัวอ่อนไม่สามารถแพร่พันธุ์ได้ในสภาวะที่มีคลอรีน และแรงดันภายในเส้นท่อ และจากวงจรชีวิตของมัน ตัว 100 ขา ต้องใช้เวลานานถึง 20 วัน จึงเป็นตัวอ่อน
อันตรายต่อมนุษย์
จากเอกสารอ้างอิงต่าง ๆ พบว่าสิ่งมีชีวิตในกลุ่มตัว 100 ขา หรือตัวสงกรานต์ไม่สร้างมลพิษและอวัยวะต่าง ๆ รวมถึงเขี้ยวและลำตัวไม่ก่อให้เกิดมลพิษแต่อย่างใด ไม่ทำให้เกิดอันตรายหรือเกิดผื่นคันหรือเป็นพิษใด ๆ ทั้งสิ้น นอกจากตัว 100 ขา เป็นสัตว์ที่เห็นแล้วน่ารังเกียจ

วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2557

5 เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพสุดฮอตจากงาน CES 2014

5 เทคโนโลยีเพื่อสุขภาพสุดฮอตจากงาน CES 2014

โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์ 12 ม.ค. 2557 13:50

สร้างความฮือฮาไปไม่น้อย กับเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ (Fitness tech) ที่หลากหลายค่ายผู้ผลิตสินค้าไอทีต่างนำเอามาโชว์ประชันนวัตกรรมใหม่ๆ เอาใจชาวไอทีและคนที่รักสุขภาพ ในงาน CES 2014 ที่ลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา...

เข้าสู่เก็บตกจากงานแสดงสินค้าคอนซูมเมอร์อิเล็กทรอนิกส์นานาชาติ 2014 หรือ International CES 2014 ที่จัดขึ้นที่ เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา หลากหลายค่ายผู้ผลิตสินค้าไอทีต่างพากันเปิดตัวนวัตกรรมใหม่เอาใจชาวไอทีที่รักสุขภาพ กับเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ หรือ Fitness tech พร้อมยังออกแบบให้เป็นเทคโนโลยีสวมใส่ได้ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเช็กสุขภาพของตนเองได้ทุกที่ทุกเวลา เพื่อสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์เลยขอแนะนำ 5 สินค้าเทคโนโลยีเพื่อสุขภาพ ที่เหล่าสาวกไอทีต้องจับตามอง และไม่ควรพลาดในงานนี้ มาลองดูว่าจะตรงใจกันบ้างหรือไม่

1. Reebok Checklight
เทคโนโลยีการตรวจสอบการกระแทก สำหรับนักกีฬาโดยเฉพาะ Reebok Checklight จะคอยตรวจสอบข้อมูลการเคลื่อนไหวต่างๆ ของผู้ใช้ ทั้งการกระแทกและเช็กอาการบาดเจ็บ โดยออกแบบกึ่งหมวกที่สามารถครอบทั้งศีรษะ ไม่เกิดความรำคาญขณะใส่เพราะสวมใส่สบาย โดยมีราคาขายต่อชิ้นอยู่ที่ 150 เหรียญสหรัฐฯ

2. Lumo Lift Will Make You Stand Straighter
เทคโนโลยีเสริมบุคลิกภาพ อีกหนึ่งแก็ดเจ็ตแฟชั่นที่สามารถติดบนเสื้อผ้าของผู้ใช้ได้ โดยคุณมีสมบัติการทำงานที่จะสั่นเบาๆ เตือนเมื่อผู้ใช้เดิน ยืนหรือนั่งหลังค่อม และมีระบบตรวจสอบความโค้งของกระดูกสันหลังเพื่อปรับบุคลิกให้ผู้ใช้ยืดตัวขึ้น และยังสามารถคำนวณแคลอรีในแต่ละวัน โดยแจ้งผลผ่านทางสมาร์ทโฟน สนนราคาอยู่ที่ 69 เหรียญสหรัฐฯ

รูปจากเว็บไซต์ http://inhabitat.com/tiny-lumo-lift-is-a-stylish-wearable-sensor-that-gently-nags-you-to-stand-up-straight/

3. Tao Exercise Device
เทคโนโลยีเพื่อการออกกำลังกาย ได้ทุกที่และทุกเวลา ไม่ว่าผู้ใช้จะนั่งดูทีวี ทำงานอยู่บนโต๊ะทำงาน หรือนั่งเครื่องบินก็สามารถออกกำลังกายได้ เพียงแค่ผู้ใช้ถือเจ้าเครื่องนี้และกดปุ่มทำงาน Tao จะเป็นเหมือนโค้ชที่ควบคุมการออกกำลังกายของผู้ใช้

ภาพจากเว็บ http://www.148apps.com/wp-content/uploads/2014/01/taowellness-600x163.png

4. Jaybird Reign Fitness Tracker
เทคโนโลยีฟิตเนสที่จะตามติดผู้ใช้ไปทุกกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ หรือวิ่ง โดยอุปกรณ์ชิ้นนี้จะคอยเช็กข้อมูลสภาพร่างกายและอารมณ์ของผู้ใช้ในแต่ละวันว่ามีความพร้อมในการออกกำลังกายหรือไม่ โดยจะวางจำหน่ายในราคา 200 เหรียญสหรัฐฯ ต่อชิ้น

5. LG Heart Rate Earphones
เทคโนโลยีเพื่อการวัดชีพจร เป็นอุปกรณ์ที่มีลักษณะเป็นหูฟัง จะคอยตรวจสอบอัตราการเต้นของหัวใจ และปริมาณการได้รับออกซิเจนในแต่ละวันของผู้ใช้งาน

ประวัติลูกเสือไทยฯ

ประวัติลูกเสือไทย

ภาพพระบาทสมเด็จพระปรเมทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว

           พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อพระชนมายุได้ 13 พรรษา ได้เสด็จไปทรงศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทวีปยุโรป ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นั้น ได้ทรงทราบเรื่องการสู้รบเพื่อรักษาเมืองมาฟิคิง (Mafeking) ของ ลอร์ดเบเดน โพเอลล์ (Lord Baden Powell) ซึ่งได้ตั้งกองทหารเด็กเป็นหน่วยสอดแนมช่วยรบในการรบกับพวกบัวร์ (Boar) จนประสบผลสำเร็จ และได้ตั้งกองลูกเสือขึ้นเป็นครั้งแรกของโลก ที่ประเทศอังกฤษ เมื่อ พ.ศ. 2450 เมื่อพระองค์เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย ก็ได้ทรงจัดตั้งกองเสือป่า (Wild Tiger Corps) ขึ้น เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2454 มีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกหัดให้ข้าราชการและพลเรือนได้เรียนรู้วิชาทหาร เพื่อเป็นคุณประโยชน์ต่อบ้านเมือง รู้จักระเบียบวินัย มีความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ต่อจากนั้นอีก 2 เดือน ก็ได้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยขึ้นเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454 ด้วยทรงมีพระราชปรารภว่า เมื่อฝึกผู้ใหญ่เป็นเสือป่า เพื่อเตรียมพร้อมในการช่วยเหลือชาติบ้านเมืองแล้ว เห็นควรที่จะมีการฝึกเด็กชายปฐมวัยให้มีความรู้ทางเสือป่าด้วย เมื่อเติบโตขึ้นจะได้รู้จักหน้าที่และประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้าน เมือง 
           จากนั้น ทรงตั้งกองลูกเสือกองแรกขึ้นที่โรงเรียนมหาดเล็กหลวง (โรงเรียนวชิราวุธ ในปัจจุบัน) และจัดตั้งกองลูกเสือตามโรงเรียน ต่าง ๆ ให้กำหนดข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือขึ้น รวมทั้งพระราชทาน คำขวัญให้ลูกเสือว่า “เสียชีพ อย่าเสียสัตย์ ” ผู้ที่ได้รับยกย่องว่าเป็นลูกเสือไทยคนแรก คือ นายชัพท์ บุนนาค ซึ่งต่อมา ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น “นายลิขิตสารสนอง” 


            ปี พ.ศ. 2463 ได้จัดส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทย จำนวน 4 คน ไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 1 (1st World Scout Jamboree) ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกของโลก ณ อาคารโอลิมเปีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ

           ปี พ.ศ. 2465 คณะลูกเสือไทย ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมัชชาลูกเสือโลก ซึ่งขณะนั้นมีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 31 ประเทศ ประเทศทั้ง 31 ประเทศนี้ นับเป็นสมาชิกรุ่นแรก หรือสมาชิกผู้ก่อการจัดตั้ง (Foundation Members) สมัชชาลูกเสือโลกขึ้นมา
           ปี พ.ศ. 2467 ได้จัดส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทย 10 คน ไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเดนมาร์ก
           ปี พ.ศ. 2468 พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2468



พ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911)
- พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ทรงก่อตั้งกิจการลูกเสือไทย เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454

พ.ศ. 2463 (ค.ศ. 1920) 
- ส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทยไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 1 ณ ประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2465 (ค.ศ. 1922)
- คณะลูกเสือแห่งชาติ เข้าเป็นสมาชิกสมัชชาลูกเสือโลก

พ.ศ. 2467 (ค.ศ. 1924) 
- ส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทยไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 2 ณ ประเทศเดนมาร์ก

พ.ศ. 2470 (ค.ศ. 1927) 
- จัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 1 (1st National Jamboree)

พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) 
- เป็นสมาชิกของสำนักงานลูกเสือภาคตะวันออกไกล ซึ่งเพิ่งจัดตั้งขึ้น ขณะนั้นมีประเทศสมาชิกอยู่ 10 ประเทศ

พ.ศ. 2504 (ค.ศ. 1961) 
- เฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีการลูกเสือไทย

พ.ศ. 2505 (ค.ศ. 1962) 
- เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้บังคับบัญชาลูกเสือภาคตะวันออกไกล ครั้งที่ 3 (3rd Far East Scout Conference) ณ ศาลาสันติธรรม
   ความเป็นมาลูกเสือไทย อาจแบ่งเป็น 5 ยุค ดังนี้
1. ยุคก่อตั้ง (พ.ศ. 2454 – 2468) รวม 14 ปีอยู่ในรัชกาลที่ 6
          - 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2454 ทรงจัดตั้งกองเสือป่า(Wild Tiger Corps)พื่อให้ข้าราชการและพลเรือนได้มีโอกาสฝึกหัดวิชาทหารเพื่อเป็นคุณ ประโยชน์ต่อตนเองและบ้านเมืองในอันที่จะทำให้รู้จักระเบียบวินัย มีกำลังใจ กำลังกายเข้มแข็ง มีความจงรักภักดีีต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์
          - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2454 ทรงสถาปนาลูกเสือไทย โดยตราข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ และจัดตั้งกองลูกเสือขึ้นตามโรงเรียน และสถานที่อันสมควร และพระราชทานคำขวัญให้กับลูกเสือไว้ว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์”จากนั้นได้ตั้งสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติ ขึ้น โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งสภานายกและหลังจากนั้นพระมหากษัตริย์องค์ต่อมาทรง เป็นสภานายกสภาลูกเสือแห่งชาติตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2490 ในยุคนี้มีเหตุการณ์สำคัญ ๆ เช่น พ.ศ. 2454 - ตั้งลูกเสือกองแรกที่ โรงเรียนมหาดเล็ก ( คือ โรงเรียนวชิราวุธปัจจุบัน ) เป็นกองลูกเสือ ในพระองค์ เรียกว่า กองลูกเสือกรุงเทพฯ ที่ 1
          - พ.ศ. 2458 - พระราชทานเหรียญราชนิยมให้แก่ลูกเสือโท ฝ้าย บุญเลี้ยง (ต่อมาเป็นขุนวรศาสน์ดรุณกิจ)
          - พ.ศ. 2459 - ตั้งโรงเรียงผู้กำกับลูกเสือในพระบรมราชูปถัมภ์ขึ้น ณ สโมสรเสือป่าจังหวัดพระนคร หลักสูตร 2 เดือน เปิดได้ 4 ปีก็ล้มเลิก
          - พ.ศ. 2463 - ส่งผู้แทนลูกเสือไทย 4 คน ไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ 1 (World Scout Jamboree) ณ โคลัมเบีย กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ โดยมี นายสวัสดิ์ สุมิตร เป็นหัวหน้าคณะ
          - พ.ศ. 2465 - คณะลูกเสือไทยสมัครเข้าเป็นสมาชิกของสมัชชาลูกเสือโลก เป็นกลุ่มแรกมีประเทศต่างๆ รวม 31 ประเทศ และถือเป็นสมาชิกผู้ก่อตั้ง (Foundation Members) ขององค์การ ลูกเสือโลก
          - พ.ศ. 2467 - ส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทย 10 คน ไปร่วมงานชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ 2 ณ ประเทศ เดนมาร์กโดยพระยาภรตราชา เป็นหัวหน้าคณะ
          - พ.ศ. 2468 - การลูกเสือไทยสูญเสียพระผู้พระราชทานกำเนิดลูกเสือไทยรัชกาลที่ 6
2. ยุคส่งเสริม (พ.ศ. 2468 – 2482) สมัยรัชกาลที่ 7 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ยุคนี้แบ่งออกเป็น 2 ตอน คือ
          2.1 ก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชการที่ 7 ยังทรงเป็นสภานายกสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติอยู่
          - พ.ศ. 2470 - มีการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 1 (1st National Scout Jamboree) ณ พระราชอุทยาน สราญรมย์ กรุงเทพฯ และกำหนดให้มีงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งต่อไปในทุก ๆ 3 ปี
          - พ.ศ. 2472 - ส่งผู้แทนไปร่วมชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ 3 ณ ประเทศอังกฤษ
          - พ.ศ. 2473 - มีการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 2 ณ พระรามราชนิเวศน์ จังหวัดเพชรบุรี ซึ่งมีคณะลูกเสือต่างประเทศจากญี่ปุ่นมาร่วมงานด้วย โดยจัดหลักสูตร 2 เดือน ดำเนินการได้ 2 ปี ก็ล้มเลิก เพราะเปลี่ยนการปกครอง

          2.2 ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง รัชกาลที่ 7 ก่อนสละราชสมบัติและรัชกาลที่ 8 จนถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 
(พ.ศ. 2475 – 2482)
          - พ.ศ. 2475 - หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง ได้จัดตั้ง “ลูกเสือสมุทรเสนา” ขึ้นอีกหนึ่งเหล่า โดยจัดตั้งกองลูกเสือเหล่าสมุทรเสนาในจังหวัดแถบชายทะเลเพื่อให้เด็กในท้อง ถิ่นมีความรู้ ความสามารถในวิทยาการทางทะเล
          - พ.ศ. 2476 - ตั้งกรมพลศึกษาขึ้นในกระทรวงศึกษาธิการ โดยมีกองลูกเสืออยู่ในกรมพลศึกษา และส่งผู้แทนไปร่วมชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ 4 ประเทศฮังการี โดยมีนายอภัย จุนทวิมล เป็น หัวหน้า
          - ได้จัดทำตราคณะลูกเสือแห่งชาติขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล ที่คณะลูกเสือต่างๆ ทั่วโลก ต่างก็มีตราคณะลูกเสือของตนเองทั้งสิ้น โดยจัดทำตราเป็นรูป (Fleur de lis) กับ รูปหน้าเสือประกอบกัน และมีตัวอักษรคำขวัญอยู่ภายใต้ว่า “เสียชีพอย่าเสียสัตย์” และ ประกาศ ใช้ตราประจำคณะลูกเสือแห่งชาติ และกฎลูกเสือ 10 ข้อ
          - เปิดการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือ ซึ่งเรียกในทางราชการว่า การฝึกอบรมวิชาพลศึกษา (ว่าด้วยลูกเสือ) ประจำปี 2478 เป็นเวลา 1 เดือน
          - ประกาศตั้งลูกเสือสมุทรเสนา พ.ศ. 2479 ประกาศใช้หลักสูตรลูกเสือเสนาและสมุทรเสนา
          - พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2479 กำหนดลักษณะธงประจำกองคณะลูกเสือแห่งชาติ และธง ประจำกองลูกเสือ

          - พ.ศ. 2482 - พระราชบัญญัติลูกเสือขึ้นสิ่งสำคัญคือให้คณะลูกเสือแห่งชาติมีสภาพเป็นนิติบุคคล
ได้ จัดตั้งสภากรรมการกลางจัดการลูกเสือแห่งชาติ จังหวัดลูกเสือ อำเภอลูกเสือ และ แบ่งลูกเสือออกเป็น 2 เหล่า คือ ลูกเสือเสนา และลูกเสือสมุทรเสนา
          - มีพระราชบัญญัติให้ทรัพย์สินกองเสือป่าเป็นของคณะลูกเสือแห่งชาติ
          - รัฐบาลได้จัดตั้ง “ยุวชนทหาร” ขี้นมาซ้อนกับกิจการลูกเสือ การฝึกยุวชนทหารแตกต่างจากการฝึกลูกเสือ โดยเป็นการฝึกเยาวชนของชาติในทางทหารอย่างแท้จริง
3. ยุคประคับประคอง (พ.ศ. 2483 – 2489) ระยะนี้ลูกเสือซบเซาลงมาก เนื่องจากอยู่ภาวะสงคราม
          - พ.ศ. 2485 - มีการออกพระราชบัญญัติลูกเสือ (ฉบับปี พ.ศ. 2485) มีสาระสำคัญคือ กำหนดให้พระมหากษัตริย์ ทรงดำรงตำแหน่งบรมราชูปถัมภ์คณะลูกเสือแห่งชาติ
          - พ.ศ. 2488 - สงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด การลูกเสือเริ่มฟื้นฟูทั่วโลก
          - รัชกาลที่ 8 เสด็จนิวัติสู่พระนคร และถูกลอบปลงพระชนม์
4. ยุคก้าวหน้า (พ.ศ. 2489 – 2514) เริ่มต้น รัชกาลที่ 9 แบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ
          4.1 ระยะเริ่มก้าวหน้า (พ.ศ. 2489 – 2503)
          - พ.ศ. 2496 - เริ่มดำเนินการสร้างค่ายลูกเสือวชิราวุธ ตำบลบางพระ อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี
          - พ.ศ. 2497 - มีการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติครั้งที่ 3 ณ สนามกีฬาแห่งชาติ
          - พ.ศ. 2500 - ส่งผู้แทนจากประเทศไทยไปร่วมชุมนุมลูกเสือโลกครั้งที่ 9 ณ ประเทศอังกฤษ เพื่อเฉลิมฉลองอายุครบ 100 ปี ของลอร์ด เบเดน โพเอลล์
          - พ.ศ. 2501 - เปิดการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสำรอง ขั้นความรู้เบื้องต้นเป็รครั้งแรกในประเทศไทย
          - จัดตั้งกองลูกเสือสำรองกองแรกขึ้นในประเทศไทย 5 สิงหาคม 2501 พ.ศ. 2503 - เปิดการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสำรอง ขั้นวูดแบดจ์ ครั้งที่ 1 ณ พระตำหนักอ่าวศิลา จังหวัดชลบุรี
          - ส่งผู้แทนไปร่วมประชุมสมัชชาลูกเสือโลกครั้งที่ 2 ณ ประเทศพม่า
          4.2 ระยะก้าวหน้า (2504 – 2514)
          - พ.ศ. 2504 - มีการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 4 ณ สวนลุมพินี พระนคร เพื่อเฉลิมฉลองที่คณะลูกเสือไทยมีอายุครบ 50 ปี
          - เปิดการฝึกอบรมวิชาผู้กำกับลูกเสือสามัญ ขั้นวูดแบดจ์ รุ่นที่ 1 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ
          - วางศิลาฤกษ์ศาลาวชิราวุธ
          - พ.ศ. 2505 - พลเอกถนอม กิตติขจร รองนายกรัฐมนตรี เปิดค่ายลูกเสือวชิราวุธ
          - 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2505 รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีเปิดศาลาวชิราวุธ
          - พ.ศ. 2506 - เปิดการฝึกอบรมผู้กำกับลูกเสือวิสามัญ ขั้นวูดแบดจ์ รุ่นที่ 1 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ
          - จัดตั้งกองลูกเสือวิสามัญ วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2506
         - ได้มีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านขึ้นครั้งแรก ณ อำเภอด่านช้าง จังหวัดเลย โดยกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดน เป็นผู้ริเริ่มดำเนินการ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านไว้ในพระบรมราชานุเคราะห์
          - ส่งผู้แทนคณะลูกเสือไทยเข้าไปร่วมการประชุมลูกเสือโลกครั้งที่ 13 ณ ประเทศญี่ปุ่น
5. ยุคประชาชน (พ.ศ. 2514 – ปัจจุบัน) เนื่องจากปี 2514 เป็นปีที่มีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นครั้งแรก
          - พ.ศ. 2516 - รับกิจการลูกเสือชาวบ้านเป็นส่วนหนึ่งของคณะลูกเสือแห่งชาติ
          - กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้นำวิชาลูกเสือเข้าอยู่หลักสูตรโรงเรียน 
          - มีการจัดตั้งกองลูกเสือวิสามัญขึ้นในโรงเรียน
           - รัชกาลที่ 9 ทรงประกอบพิธีเปิดการชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ
          - พ.ศ. 2518 - ส่งผู้แทนไปร่วมการประชุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 14 ณ ประเทศเดนมาร์ก
          - ส่งผู้แทนเข้าร่วมประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 14 ณ ประเทศเดนมาร์ก
          - นายแพทย์ บุญสม มาร์ติน ได้รับเลือกตั้งเป็นกรรมการลูกเสือโลกจากการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 28 ณ เมืองดาการ์ ประเทศเซเนกัล

          - พ.ศ. 2536 - เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสมัชชาลูกเสือโลก ครั้งที่ 13 ณ กรุงเทพฯ ( 33rd World Scout 
Conference)
          - พ.ศ. 2544 - จัดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ครั้งที่ 16 / งานชุมนุมเตรียมงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 20 (16th National Jamboree / Pre 20th Scout Jamboree, 2003) เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปี คณะลูกเสือไทย
          - 28 ธันวาคม 2544 - เป็นเจ้าภาพจัดงานชุมนุมลูกเสือโลก ครั้งที่ 20 (20th 7 ,dik8, 2547 World Scout Jamboree, 2003) ณ บริเวณหาดยาว ฐานทัพเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี ซึ่งมีเยาวชนลูกเสือชาย – หญิง กว่า 30,000 คน จาก 151 ประเทศทั่วโลกมาร่วมงาน
          - 5-9 ธันวาคม 2546 - จัดงานชุมนุมลูกเสือมูฮิบบาห์ (12th Muhibbah Jamboree) ณ ค่ายลูกเสือไทยเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดตรัง มีลูกเสือไทย จำนวน 1,266 คน และลูกเสือต่างประเทศในแถบชายแดนภาคใต้ ได้แก่ มาเลเซีย 15 คน ศรีลังกา 4 คน และสหรัฐอเมริกา 6 คน เข้าร่วมงานทั้งสิ้น 1,736 คน

          - 20-24 กรกฏาคม 2547 - จัดงานชุมนุมผู้บังคับบัญชาลูกเสือครั้งที่ 3 (INDABA) ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ 

อำเภอศรีราชา จังหวัดชลบุรี มีผู้บังคับบัญชาลูกเสือเข้าร่วมงานชุมนุมฯ จำนวน 3,500 คน
ยุวกาชาด

          *หมายเหตุ ในสมัยรัชกาลที่9 ได้มีการจัดตั้งค่ายลูกเสือระดับจังหวัดและระดับอำเภอทั่วประเทศ เพื่อเป็นที่ฝึกอบรมลูกเสือ และผู้บังคับบัญชาลูกเสือ ยุวกาชาด  เกิดขึ้นจาก มติที่ประชุมสหพันธ์สภากาชาดและสภาเสี้ยววงเดือนแดงระหว่างประเทศ  เมื่อค.ศ. 1919 (พ.ศ. 2462) โดยที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะว่า “สภากาชาดทุกชาติควรจัดตั้งกาชาดสำหรับเด็ก เพื่อฝึกอบรมเยาวชนให้รู้จักการกินดี อยู่ดี รักษาสุขภาพอนามัย มีความเมตตาสงสารเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าชาติ ศาสนาใด ๆ มีศรัทธาเสียสละ และบำเพ็ญประโยชน์แก่สังคม   โดยจัดกิจกรรมและดำเนินการให้สอดคล้องกับระบบการศึกษาของแต่ละประเทศ”  ในเวลาต่อมา กาชาดสำหรับเด็กจึงได้ถูกจัดตั้งขึ้นในหลายประเทศ เช่น บัลแกเรีย เชคโกสโลวาเกีย ฮังการี นิวซีแลนด์ โปแลนด์ ยูโกสลาเวีย ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น โรมาเนีย และสวีเดน เป็นต้น
     สำหรับประเทศไทยในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง อมพลสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต   ให้ดำรงตำแหน่งอุปนายกสภากาชาดสยาม ในการนี้ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต   ได้ทรงรับหลักการจากการประชุมเมื่อ   พ.ศ. 2462  ที่เสนอแนะให้กาชาดประเทศต่าง ๆ จัดตั้งกาชาดสำหรับเด็กขึ้น
     27 มกราคม  พ.ศ. 2465   กิจการ ยุวกาชาด  จึงได้รับการก่อตั้งขึ้น โดยใช้ ชื่อว่า
“อนุสภากาชาดสยาม”  รับเด็กอายุ 7 - 18 ปี เข้าเป็นสมาชิก   ทั้งนี้  เจ้าฟ้าบริพัตร   สุขุมพันธ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต  ได้ทรงมีพระนิพนธ์เกี่ยวกับอนุสภากาชาดสยาม  ดังนี้

                “อนุสภากาชาด” ฝึกสอนเด็กซึ่งเข้าเป็นสมาชิกทั้งชายและหญิง
                1.  ให้รู้จักรักษาอนามัยของตนเอง คือ รู้วิธีประพฤติให้เป็นทางบำรุงกำลัง ร่างกายให้แข็งแรง สมบูรณ์
หลบหลีก ป้องกันโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลาย
                2.  ได้มุ่งทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นตั้งแต่ผู้อยู่ในครัวเรือนเดียวกัน ตลอดถึงบุคคลภายนอกและ หมู่คณะประชาชน ให้รู้วิธีการว่าสิ่งใดควรทำ และพึงทำอย่างไร เช่น ปรนนิบัติพยาบาล บิดามารดา ช่วยคนเจ็บปัจจุบันทันด่วน
ช่วย
รักษาความสะอาด และปกป้องสิ่งที่จะเป็นเชื้อให้เกิดโรค
                3.  ให้รู้หน้าที่ของพลเมือง อันจะต้องช่วยกันทำการเพื่อประโยชน์สุขแก่ชุมนุมชน
                4.  ให้รู้คิด รู้จักการในอันจะรวมแรงกันในหมู่คณะ ทำประโยชน์เกื้อกูล บรรเทาทุกข์แก่ผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก อนาถาตั้งแต่ต้น แต่ในพวกเด็กด้วยกันขึ้นไป ซึ่งย่อมจะเป็นกำลังทำได้ยิ่งกว่าจะทำแต่ลำพังบุคคล
                5.  เพาะเป็นนิสัยให้เป็นผู้มีจิตใจกอปรด้วยเมตตากรุณาแก่เพื่อนมนุษย์ กตัญญู รู้สนองคุณท่านผู้มีบุญคุณ
มีบิดา มารดา เป็นต้น
      หลังจากได้มีการก่อตั้งกิจการอนุสภากาชาดสยามขึ้นในเดือนมกราคมแล้วนั้น ต่อมาวันที่ 29  มีนาคม  พ.ศ. 2465 ได้มีการเปิดหมู่อนุสภากาชาดสยามเป็นแห่งแรกขึ้น ณโรงเรียนราชินีโดยหม่อมเจ้าหญิงพิจิตรจิราภา เทวกุล พระอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนราชินี ทรงดำรงตำแหน่งนายกหมู่คนแรก และได้ทรงนิพนธ์บทเรียนเป็นบทละครเกี่ยวกับการรักษาอนามัย การละเล่นเบ็ดเตล็ดซึ่งแฝงคติธรรม ให้สมาชิกได้แสดงในพิธีเข้าประจำหมู่และในงานกาชาด เช่น บทละครเรื่อง ยายกับหลาน ใครฆ่าเชื้อโรค ต้นไม้กาชาด นายพรานกับนกเขา กินนรรำ เป็นต้น   นอกจากนี้ ในวันรุ่งขึ้น 30 มีนาคม 2465 หมู่ยุวกาชาดแห่งที่ 2 ได้เปิดดำเนินการขึ้น ณ โรงเรียนเบญจมราชาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งเปิดทำการสอนในหลักสูตรฝึกหัดครู จึงนับได้ว่า โรงเรียนเบญจมราชาลัย เป็นหมู่ยุวกาชาดแห่งแรกในโรงเรียนสังกัดสามัญศึกษา ทั้งนี้ หมู่ยุวกาชาดทั้งสองแห่งได้ร่วมกันจัดให้มีพิธีเข้าประจำหมู่เป็นครั้งแรกของการดำเนินงานอนุสภากาชาดสยาม
       การจัดตั้งหมู่อนุสภากาชาดขึ้นในครั้งนั้น มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแบบอย่างแก่โรงเรียน  อื่น ๆ โดยการจัดหลักสูตรและกิจกรรม เน้นการปลูกฝังเรื่องความเสียสละ การรู้จักบำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์ รู้จักการรักษาอนามัยของตนเองและส่วนรวม
และในปี 2465 นั้น ได้เริ่มมีการจัดพิมพ์วารสารยุวกาชาดขึ้น โดยเมื่อเริ่มแรกนั้นใช้ชื่อว่า “อนุสภากาชาดอุปกรณ์” ต่อมาเปลี่ยนเป็น “หนังสือพิมพ์อนุกาชาด” “วารสารอนุกาชาด” และ “วารสารยุวกาชาด”ตั้งแต่ปี2521 จนถึงปัจจุบัน