วันอังคารที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2556

สติปัญญามาก

สติปัญญามาก
ถ้าสวยหล่อแล้วหลอกง่าย ถ้าขยันจนร่ำรวยแล้วใช้เงินแบบโง่ๆจนหมดตัว ชีวิตก็ไม่ต้องได้มีความสุขกัน ฉะนั้น ปัญญาจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญของชีวิตดีๆ ปัญหาคือทุกวันนี้บรรดาผู้เชี่ยวชาญยังคงงงงวยกันไม่เลิกว่าสติปัญญามาจากไหนกันแน่ จะว่าเป็นเชื้อที่ถ่ายทอดมาจากพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย ก็คงพูดไม่ได้เต็มปากเต็มคำ เพราะบางคนฉลาดระดับอัจฉริยะในขณะที่พ่อแม่มีสติปัญญาปานกลางหรือค่อนข้างต่ำ ตรงข้าม บางคนพ่อแม่เป็นถึงอาจารย์มหาวิทยาลัยมีผลงานวิจัยดีเด่น แต่ลูกกลับหัวช้า สอบเข้าเรียนที่ไหนก็ไม่ติด เป็นต้น

พุทธพจน์

ให้ปฏิภาณย่อมได้ปฏิภาณ
(โภชนทานสูตร)

การให้ธรรมเป็นทาน ชนะการให้ทานทั้งปวง
(คาถาพระธรรมบท)

ปัญญามีศีลเป็นเครื่องชำระให้บริสุทธิ์ และในทางกลับกัน ศีลก็มีปัญญาเป็นเครื่องชำระให้บริสุทธิ์ด้วย ศีลมีในบุคคลใด ปัญญาก็มีในบุคคลนั้น ปัญญามีในบุคคลใด ศีลก็มีในบุคคลนั้น ปัญญาเป็นของบุคคลผู้มีศีล ศีลเป็นของบุคคลผู้มีปัญญา และนักปราชญ์ย่อมกล่าวศีลกับปัญญาว่าเป็นยอดในโลก เหมือนบุคคลล้างมือ
ด้วยมือ หรือล้างเท้าด้วยเท้าฉะนั้น
(โสณทัณฑสูตร)

คนในโลกนี้ จะเป็นชายหรือหญิงก็ตาม ถ้าเข้าหาสมณะหรือพราหมณ์แล้วสอบถามว่า อะไรเป็นกุศล  อะไรเป็นอกุศล  อะไรมีโทษ  อะไรไม่มีโทษ  อะไรควรเสพ อะไรไม่ควรเสพ อะไรเมื่อทำแล้วเปล่าประโยชน์ ทำแล้วให้ผลเป็นทุกข์ตลอดไป อะไรเมื่อทำแล้วเกิดประโยชน์ ทำแล้วให้ผลเป็นสุขตลอดไป เมื่อเขาได้คำตอบแล้วรับเอาเป็นข้อปฏิบัติจนชั่วชีวิต เมื่อกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกในภายหลัง เขาจะเป็นคนมีปัญญามาก
(จูฬกัมมวิภังคสูตร)

มีธรรมอยู่ข้อหนึ่ง ที่ใครก็ตามทำให้เจริญขึ้นในตนเป็นอันมากแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อได้ปัญญา ปัญญาเจริญ ปัญญาไพบูลย์ ปัญญาใหญ่ ปัญญามาก ปัญญาลึกซึ้ง ปัญญาแก่กล้า ปัญญากว้างขวาง ปัญญาว่องไว ปัญญาเร็ว ปัญญาร่าเริง ปัญญาแล่น ปัญญาคม ปัญญาชำแรกกิเลส ธรรมข้อนั้นคืออะไร? คือ กายคตาสติ คือการเอากายนี้เป็นที่ตั้งของการเจริญสติ
(ปสาทกรธัมมาทิบาลี)

มุมมองอันควรได้จากพุทธพจน์

คุณจะเห็นว่าความฉลาดคืออะไร ก็ต่อเมื่อเจอใครสักคนที่แสดงความฉลาดอย่างน่าทึ่งออกมาให้เห็น เช่น  เมื่อคนทั้งห้องแก้ปัญหาโจทย์เลขที่ยุ่งยากซับซ้อนไม่ได้ แล้วมีใครคนหนึ่งยืนขึ้นและบอกว่าแก้ได้

แต่บุคคลอันเป็นสัญลักษณ์ของความฉลาด เช่น อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ผู้เขย่าโลกด้วยทฤษฎีอันเป็นต้นกำเนิดระเบิดปรมาณู บอกเราว่าความฉลาดไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเก่ง แต่ยังต้องเป็นสุดยอดนักตั้งคำถาม ถามแล้วเกิดมุมมองใหม่ หรือถามแล้วจุดชนวนให้เกิดความอยากรู้อยากเห็น อยากศึกษาเข้าไปให้ถึงแก่นความจริง

บุคคลอันเป็นสัญลักษณ์ของการเรียนรู้เร็ว เช่น  วิลเลี่ยม เจมส์ ไซดิส (William James Sidis) ซึ่งทำความรู้จักภาษาละตินด้วยตนเองเมื่ออายุ ๒ ขวบ และโตขึ้นเป็นคนที่ใช้เวลาเรียนรู้ภาษาหนึ่งๆได้เพียงภายในวันเดียว กับทั้งสามารถแปลความจากภาษาหนึ่งไปสู่ภาษาอื่นใดก็ได้แบบฉับพลันทันที ชีวิตของเขาแสดงให้เราเห็นว่าถ้าใครสักคนจะรู้ทุกภาษาในโลก ก็ต้องมีไฟใฝ่รู้ตั้งแต่ขวบเดียวด้วยตนเอง ไม่ใช่รอให้ถูกกระตุ้นโดยพ่อแม่หรือสิ่งแวดล้อม และถ้าฉลาดขนาดพูดได้ทุกภาษา ก็ย่อมทะลุขีดจำกัดความฉลาดได้หมด ดังเช่นที่ไซดิสหลักแหลมขนาดพยายามศึกษาทฤษฎีของไอน์สไตน์เพื่อ "จับผิด" ตั้งแต่อายุแค่ ๑๐ ขวบ!

ว่ากันว่าไอคิวของไอน์สไตน์อยู่ในช่วงประมาณ ๑๖๐ ถึง ๑๘๐ ส่วนของไซดิสจะเป็น ๒๕๐ ถึง ๓๐๐ ในขณะที่โลกนี้มีคนเพียงหนึ่งในร้อย ที่ไอคิวสูงกว่า ๑๓๕ นอกนั้นอยู่ในช่วงประมาณ ๘๕ ถึง ๑๑๕ กันเกือบหมด

หลักการวัดไอคิวมักเน้นเรื่องปฏิภาณและการใช้จินตนาการแก้ปัญหาน่างงงวย อย่างไรก็ตาม ยังมีหลักวิธีวัดไอคิวบางชนิด ที่ถือเอาความปราดเปรื่องในการสร้างผลงานมาเป็นเกณฑ์ เช่น หากมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ก่อนอายุ ๑๗ ก็ถือว่าเป็นอัจฉริยะ รับประกันความมีไอคิวสูงกว่าคนปกติ เพราะคนปกติจะไม่มีผลงานเป็นที่ยอมรับก่อนอายุ ๑๗ เป็นต้น

ผลงานของคนฉลาดก็อาจจุดประกายให้ฉุกคิดว่าคนเราควรมีความฉลาดสูงสุดเอาไว้ทำอะไรกันแน่ เพื่อให้รู้ว่าเป็นอัจฉริยะเหนือคนอื่นก่อนอายุ ๑๗ หรือเพื่อให้รู้ว่ามนุษย์อาจเก่งได้ไม่จำกัด เช่นที่ไซดิสสำแดงความสามารถเอาไว้ หรือเพื่อเปิดโปงความลับอันยิ่งใหญ่ของจักรวาลด้วยคณิตศาสตร์ เช่นที่ไอน์สไตน์เพียรพยายามสุดฤทธิ์?

ยิ่งศึกษาชีวิตของอัจฉริยะในประวัติศาสตร์มากขึ้นเท่าไร คุณจะยิ่งเห็นความจริงว่าชีวิตของอัจฉริยะแต่ละคนถูกออกแบบมา เพื่อสนองวัตถุประสงค์บางอย่าง บางทีก็เป็นประโยชน์กับโลก บางทีก็ไปมีส่วนในการทำลายโลก และบางทีก็เพียงเพื่อให้โลกรู้ว่าคนเราอาจเก่งกาจได้ขนาดไหน

เจ้าชายสิทธัตถะก็รอบรู้และแตกฉานสารพัดศาสตร์ตั้งแต่ครั้งทรงพระเยาว์ แม้ปฐมฌานอันเป็นสมาธิที่เข้าถึงได้ยากแสนยาก พระองค์ก็ฝึกสำเร็จเองตั้งแต่พระชันษาเพิ่ง ๗ ปี ที่สำคัญพระองค์เห็นชีวิตด้วยมุมมองที่แตกต่างจากคนอื่น สามารถตั้งคำถามที่สำคัญที่สุดในโลกได้เอง แถมตอบคำถามได้เองอีก และเหนือสิ่งอื่นใดคือสามารถประกาศคำตอบสำคัญสูงสุดนั้นออกไปทั่วโลก จึงทำให้พระองค์ถูกจดจำไว้ว่าเป็น "พระพุทธเจ้า" ซึ่งแปลว่า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และสามารถประกาศความรู้ด้วยการสถาปนาพุทธศาสนาขึ้นในโลก!

ชาวพุทธที่เข้าถึงปัญญาแบบพุทธ จะรู้ว่าความฉลาดสูงสุดไม่ใช่เลขไอคิวสูงสุด แต่เป็นการรู้จักโจทย์สำคัญสูงสุด และได้คำตอบเป็นประโยชน์สูงสุด ตามรอยบาทพระศาสดา

กรรมในการให้ทาน

การให้ทานจะทำให้เราหายโง่ในขั้นพื้นฐาน นั่นเพราะอะไร? เพราะปกติคนทั่วไปจะหลงเชื่อกิเลส นึกว่าหวงไว้ เอาเข้าตัวท่าเดียว นับว่าได้เปรียบ ได้เป็นสุข ความจริงก็คือยิ่งเอาเข้าตัวเท่าไร ยิ่งอึดอัดคัดแน่นในอกขึ้นเท่านั้น แต่ทั้งที่กระวนกระวายไม่เป็นสุขอยู่เห็นๆ คนเรายังกลับเข้าข้างกิเลส หลงเชื่อมันอยู่ปีแล้วปีเล่า

เมื่อฝึกให้ คุณจะพบจากประสบการณ์จริงว่าทานทำให้ฉลาดขึ้น แบ่งตามชนิดได้ คือ

๑) ทรัพยทาน

เมื่อรู้จักแบ่งปันทรัพย์ส่วนเกิน กระทั่งให้ได้ไม่เสียดาย ให้ได้ทุกครั้งที่มีโอกาส คุณจะเกิดความฉลาดทางจิต เห็นว่าอะไรที่พะรุงพะรัง อะไรที่ไม่จำเป็นต้องแบก จะทิ้งเสียก็ได้ หากปราศจากความฉลาดทางจิตแบบนี้แล้ว คุณจะพร้อมหวงไปทุกอย่าง อยากได้ไปทุกสิ่ง จนไม่มีที่ว่างให้สติปัญญาเกิดขึ้นเลย

ความโง่ทำให้เราเสียไม่เป็น ถ้าของหายหรือเสียของไป ใจจะทิ้งไม่ลง ทั้งที่รู้แก่ใจว่าอย่างไรก็ไม่ได้คืน ทางเดียวที่คุณจะรับมือกับเงินหาย ๕๐๐ บาท คือ ต้องเคยทำบุญ ๕๐๐ บาทมาก่อน ความฉลาดระดับ ๕๐๐ จึงจะเกิดขึ้นและปล่อยวางเงินที่หายไป ๕๐๐ เสียได้

๒) อภัยทาน

เมื่อรู้จักอภัยในความผิดพลาดของคนอื่น กระทั่งเป็นคนโกรธได้แต่หายเร็ว คุณจะเกิดความฉลาดทางจิต เห็นความเย็นดีกว่าความร้อน เห็นการนอนหลับสนิทหรือฝันดี ประเสริฐกว่าการนอนดิ้นไปกับฝันร้าย หากปราศจากความฉลาดทางจิตแบบนี้แล้ว คุณจะมัวคิดถึงแต่คำว่าตาต่อตา ฟันต่อฟัน ฆ่าได้หยามไม่ได้ ฝ่ายคุณเอาเปรียบได้แต่ไม่มีทางเสียเปรียบใคร ใจก็ผูกเวรอยู่ได้แม้ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆตามถนนหนทาง หลายต่อหลายคนบาดเจ็บ พิการ หรือกระทั่งล้มตาย เพียงเพราะฉลาดไม่พอจะระงับอารมณ์โง่ชั่ววูบเท่านั้น

๓) ธรรมทาน

เมื่อรู้จักช่วยส่งเสริมให้ใครต่อใครได้คิด ได้เอาตัวออกจากความโง่ประการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่ของความตระหนี่ และในแง่ของความพยาบาท คุณเองย่อมฉลาดขึ้นไปอีก

แต่หากคุณคิดอยากใหญ่ สั่งสอนคนอื่นด้วยอาการยกตนข่มท่าน จาระไนเรื่องทานราวกับผู้มีทานบารมี ทั้งที่ยังตระหนี่เงินทอง หรือยังผูกพยาบาทอาฆาตเก่ง อย่างนี้นอกจากไม่ทำให้ฉลาดขึ้น ยังกดตัวเองให้โง่หนักเข้าไปอีก ค่าที่รู้แล้วไม่ทำ หนำซ้ำยังจะหลอกคนอื่นให้เข้าใจว่าตัวเองสูงส่งอีก

เมื่อให้ธรรมทานเป็น กระทั่งมีแก่ใจอยากให้ธรรมทานมากๆ คุณจะฉลาดทางความคิดและทางจิตไปพร้อมๆกัน เพราะการพูดโน้มน้าวให้คนอื่นได้ดีตามคุณนั้น ต้องฝึกกลั่นคำพูดออกมาจากใจที่เป็นกุศล จนเกิดศิลปะในการเลือกคำ ผูกคำ ด้วยศิลปะแห่งการตัดตรงเข้าสู่ตัวปัญหาทางใจ ตรงไหนเป็นปมทุกข์ ตรงไหนเป็นวิธีแก้ปมทุกข์

การเห็นวิธีแก้ทุกข์ให้คนอื่น แต่กลับไม่เห็นวิธีแก้ทุกข์ให้ตนเอง เป็นหลักฐานอย่างหนึ่งที่จะแสดงให้คุณเองรู้และฉลาดขึ้นได้ว่า ธรรมที่ให้คนอื่นเป็นทานนั้น ใช่ของที่มีในตนจริง หรือสักแต่ไปลักขโมยคำของผู้มีธรรมจริงมาพูดกันแน่

พระพุทธเจ้าตรัสว่าให้อะไรได้อย่างนั้น ไม่ใช่ให้จานได้จานคืน ให้ตู้เย็นเขาแล้วเราจะได้ตู้เย็นใหม่จากคนอื่น แต่เป็นภาวะที่เสมอกัน เช่น ให้สุขย่อมได้สุข ให้ความฉลาดย่อมได้ความฉลาด ให้ธรรมะย่อมเพิ่มพูนธรรมะ แต่ถ้าให้แต่ลมปาก ก็จะได้แค่ลมแล้งกลับคืนมานั่นเอง

ชาวพุทธส่วนใหญ่เข้าใจว่าธรรมทานคือการแจกหนังสือหรือสื่อธรรมะทั้งหลาย ความจริงก็คือถ้าคุณแจกมั่ว ผลดีผลร้ายก็กลับมามั่วเช่นกัน ทางที่ปลอดภัยคือต้องอ่านหรือฟังเองจนรู้ชัดว่าเป็นธรรมะดี ธรรมะที่ไม่พาหลงทาง ธรรมะที่ก่อให้เกิดศรัทธาในพระพุทธเจ้า ธรรมะที่ก่อให้เกิดความเชื่อในผลแห่งกรรมว่ามีจริง ธรรมะที่ก่อให้เกิดแรงบันดาลใจให้เพียรเพื่อพ้นทุกข์ แล้วจึงค่อยแจกจ่ายธรรมะนั้น ใจถึงจะอิ่มเอิบ เบิกบานกว้างขวางจริงๆ

กรรมในการรักษาศีล

บางคนรู้สึกอยู่ลึกๆว่าตัวเองก็ฉลาดไม่แพ้ใครอื่น แต่น่าเจ็บใจที่มีข้อติดขัดบางประการ หลายครั้งเมื่อจะต้องตัดสินใจครั้งสำคัญดันไม่มีสมาธิ จู่ๆก็หนักหัวขึ้นมาเฉยๆ หรือช่วงต้นวัย พอใกล้สอบไม่อยากอ่านหนังสือ ถึงเวลาสอบจริงยิ่งรู้สึกเหมือนคนไม่มีแรงว่ายน้ำไปให้ถึงฝั่ง ราวกับมีอะไรมาดึงแขนดึงขาไว้

เหล่านั้นเป็นตัวอย่างของ "คลื่นรบกวนความฉลาด" ซึ่งมีอยู่หลายแบบ อาจจะเป็นการสั่งสมนิสัยทอดธุระ ผัดวันประกันพรุ่งจนเคยตัว หรือไม่ก็เป็นผลของบาปเก่าๆที่ตามมาเล่นงาน แกล้งบดบังไม่ให้ทำการอันเป็นไปเพื่อความก้าวหน้าได้ถนัดนัก แจกแจงได้เป็นข้อๆ ดังนี้

๑) เคยฆ่าสัตว์ตัดชีวิตไว้มาก 

โดยเฉพาะพวกขุนศึกเก่งๆที่ฆ่าศัตรูได้ง่ายราวกับผักปลา หรือผู้มีอาชีพเกี่ยวข้องกับการสังหารทั้งหลาย วิบากคือทำให้รู้สึกหนักหัว มึนตลอด บางทีคล้ายใครเอาหมอนมาโปะไว้บนกระหม่อม อุดทางเข้าออกของปัญญา ยิ่งถ้าเคยคิดประทุษร้าย แบบแกล้งให้ใครสมองบอบช้ำ ก็อาจต้องรับผลคือเป็นคนหัวช้า เลื่อนลอยจำอะไรไม่ค่อยได้ หรือถึงขั้นปัญญาอ่อนมาแต่กำเนิดเลยทีเดียว เป็นไปตามโทษานุโทษอันสมกันกับเหตุที่เคยก่อไว้

๒) เคยลักทรัพย์ทางปัญญาไว้มาก 

ตัวอย่างที่จัดแจ้งสุดได้แก่พวกเผาโรงเรียน หรือยักยอกหนังสือที่เขาบริจาคเพื่อให้เด็กยากไร้มีโอกาสเรียนกัน วิบากคือทำให้ขาดสถานที่ศึกษา ขาดเครื่องมือ หรืออยู่ในถิ่นไกลปืนเที่ยงเสียจนไม่อาจหวังเอาวิชาความรู้ได้จากไหน หรือถ้ามีโอกาสเรียนก็เจอความมืดทางปัญญา ชนิดเรียนอย่างไรก็ไม่รู้ พยายามดูอย่างไรก็ไม่เห็น ราวกับผีเอากำแพงมาบังกระดานดำหน้าชั้นเรียน จำอะไรที่เป็นประโยชน์ไม่ได้ จำได้แต่ที่เป็นโทษ ที่ทำให้มองโลกในแง่ร้าย

เคยลักลอบเป็นชู้ไว้มาก 

คือมากจนหน้ามืดตามัว หมกมุ่นและเมากามอย่างหนัก วิบากคือทำให้อ่อนแอ ไม่อยากเรียน ไม่อยากคิดมาก เพราะจิตใจบิดเบี้ยว คอยแต่มองอะไรในทางลามก คนเราพอจิตใจบิดเบี้ยว คอยแต่คิดออกนอกลู่นอกทางไปหาเรื่องต่ำๆเหม็นๆ ก็มีผลปัญญาทึบ หมกมุ่นคับแคบ คิดอะไรไม่ออก ไม่อยากเอาใจไปทางอื่นมากกว่าเรื่องใต้สะดือเป็นธรรมดา

๔) เคยพูดร้ายไว้มาก 

ทั้งในแง่ของการโกหก การยุยงให้แตกกัน การพูดหยาบคายทิ่มตำใจ และการพูดเพ้อเจ้อตามอารมณ์ฟุ้งซ่านเลื่อนลอย วิบากคือทำให้มองไม่เห็นตามจริง รับรู้อยู่ในปัจจุบันให้ตรงจริงได้ยาก ส่วนใหญ่พอได้ความรู้อะไรนิดหนึ่ง ก็อาจทะเล้นคิดแบบไร้สาระ ไม่ยอมรับสาระ เห็นจริงเป็นเท็จ เห็นเท็จเป็นจริงตามอำเภอใจเอาง่ายๆ ต้องออกแรงอย่างมากกว่าจะรับรู้ตรงจริงกับคนอื่นได้สักครั้ง

๕) เคยเมาเหล้าขาดสติไว้มาก 

นอกจากจะได้ชื่อว่าเป็นขี้เมาในชาติที่ก่อกรรมข้อนี้แล้ว วิบากในชาติถัดมาก็ยังเมาคลื่นรบกวนความฉลาดได้อีก คือ จะเป็นผู้ฟุ้งซ่านจัด ห้ามยาก หยุดยาก เรียกว่าบางทียิ่งเรียนเหมือนยิ่งใกล้บ้า ทั้งเบื่อ ทั้งหงุดหงิด ทั้งล่องลอยเลื่อนเปื้อน

เรื่องของวิบากจากการผิดศีลที่มีผลต่อสติปัญญานั้น ค่อนข้างเป็นเรื่องเชื่อได้ง่าย เพราะชาตินี้ตอนคุณฆ่าสัตว์ ยักยอกทรัพย์ เป็นชู้ โกหก กินเหล้า จะรู้สึกหนักๆทึบๆขึ้นมาในหัว เหมือนมีม่านหนักๆโรยลงมาบดบังปัญญา สิ่งสั่งสมมากยิ่งชัดมาก และนั่นก็คือตัวอย่างว่าจะต้องเจอแบบนั้นหรือหนักกว่านั้น กับทั้งยืดเยื้อกว่านั้นในชาติต่อไป

ตรงข้าม หากตั้งใจเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ว่าจะถือศีลให้สะอาด แถมทำในเรื่องตรงข้าม เช่น นอกจากงดเว้นการฆ่าสัตว์ ยังปล่อยชีวิตสัตว์ใหญ่ที่กำลังจะถูกฆ่า พอทำเรื่อยๆเป็นเดือนเป็นปี คุณจะรู้สึกปลอดโปร่งโล่งเบา ถ้าตอนต้องใช้ความคิดเคยหนักๆทึบๆแบบไม่มีเหตุผล ทุกอย่างก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด

กรรมด้านอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

โทษสถานเบาที่สุดสำหรับคนปฏิเสธการหาความจริงเรื่องบุญบาป คือ มีสิทธิ์เดินบนเส้นทางอันมืดทึบของคนโง่ นั่นเพราะอะไร? เพราะบุญเป็นสิ่งปรุงแต่งจิตให้สว่าง โปร่งโล่ง สดใส พร้อมจะคิดอ่านได้อย่างฉลาดเฉลียว พอปฏิเสธเรื่องบุญบาป ก็พร้อมจะคิดฟุ้งซ่านไปตามอำเภอใจ และตัดสินใจทำชั่วประการต่างๆได้โดยไม่ต้องยับยั้ง

ตรงกันข้ามกับคนที่เข้าหาผู้รู้จริง เช่น พยายามศึกษาว่าพระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างไร กรรมใดทำแล้วเรียกว่าเป็นบุญกุศล กรรมใดทำแล้วเรียกว่าเป็นบาปอกุศล และตั้งใจถือเอาเฉพาะกรรมดี ละเว้นกรรมชั่วให้เด็ดขาด อย่างนี้จึงควรแก่การได้ชื่อว่าอยู่บนเส้นทางของคนฉลาด เพราะบุญนี้คือจุดเริ่มต้นของการรู้จักตั้งคำถามเป็น ตั้งคำถามได้เข้าจุด ตั้งคำถามได้ถึงประโยชน์อันควร ไม่น่าประหลาดใจหากเกิดชาติหน้าเป็นคนมีปัญญามาก

ความอยากรู้อยากเห็น หรือความพยายามถามหาคำตอบเกี่ยวกับบุญบาป มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความสามารถในการตั้งคำถาม กล่าวคือคุณจะมีวิธีคิดแบบเลือกเฟ้น จับประเด็นแม่น และเข้าหาเป้าหมายด้วยทางลัด หรือเล็งเห็นประโยชน์สูงสุดได้เร็วกว่าคนอื่นๆ

เมื่อใจอยู่ในอาการเฟ้นหาคำถามที่ดีที่สุด เกิดใหม่ก็ย่อมได้คุณลักษณะประการสำคัญของเด็กฉลาด นั่นคือช่างสงสัย ชอบไถ่ถาม ใจไม่แคบ ไม่ปิดกั้น และกลายเป็นคนชอบคิดค้น หาคำตอบใหม่ๆด้วยตนเอง จนกว่าจะรู้สึกว่าใช่ที่สุด น่าพอใจที่สุด ตรงประเด็นปัญหาทั้งต้นเหตุและทางออกที่ดีที่สุด

หลายคนสงสัยว่ากรรมที่ทำให้เป็นอัจฉริยะตั้งแต่เด็กคืออะไร กรรมใดเป็นเหตุให้เกิด "พรสวรรค์" ระดับโลก คำตอบคือนอกจากเป็นผู้ทำกรรมอันควรแก่การมีปัญญาสูงส่งแล้ว ยังต้องเป็นผู้เคยทำคุณให้กับวงการใดวงการหนึ่งไว้มากด้วย จึงเหนี่ยวนำให้เด็กเกิดความสนใจเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างยิ่งยวด และเป็นเหตุให้พากเพียรแบบ "ทุ่มสุดตัว" กับการเอาดีในเรื่องนั้นๆ

ขอยกตัวอย่างอัจฉริยะทางดนตรีที่ผู้คนยังจดจำและกล่าวขวัญถึงอยู่เสมอ แม้ว่าตัวเขาจะล่วงลับจากโลกนี้ไปกว่าสองศตวรรษแล้วก็ตาม คือ โวล์ฟกัง อมาเดอุส โมสาร์ท (Wolfgang Amadeus Mozart) กรรมเก่าที่เคยมีคุณูปการต่อแวดวงการดนตรีได้ส่งเขามาเกิดในบ้านที่จะได้รับแรงบันดาลใจอย่างสูง ทั้งเห็นพ่อเล่นฮาร์พซิคอร์ด ทั้งเห็นพี่สาวเล่นคลาเวียร์ได้เก่ง และทั้งมีความสามารถจดจำเสียงดนตรีได้แม่นยำ เรียนรู้ได้เร็วเกินวัย องค์ประกอบทั้งหมดนี้รวมเรียกว่า "พรสวรรค์"

ส่วน "พรแสวง" เกิดขึ้นเมื่อเขาสมัครใจทุ่มเทเวลามาฝึกหัดจริงจัง ด้วยความวิริยะอุตสาหะผิดมนุษย์ ในที่สุดเขามีความสามารถเล่นดนตรีได้ตั้งแต่ ๔ ขวบ ประพันธ์เพลงได้ตอน ๕ ขวบ และเล่นไวโอลินให้สมาชิกวงดนตรีประจำสำนักของอาร์ชบิชอพตะลึงฟังตาค้างได้ขณะที่อายุเพิ่ง ๖ ขวบเท่านั้น!

โมสาร์ทมีคุณูปการต่อโลกดนตรีเพียงใด ทุกคนเห็นชัด เขาสร้างดนตรีที่โลกไม่ลืม และนักประวัติศาสตร์ทางดนตรีหลายคนก็เชื่อว่าโมสาร์ทเป็นคนสอนวิธีประพันธ์ดนตรีให้กับเบโธเฟน (Ludwig van Beethoven) ผู้เป็นคีตกวีชื่อก้องโลกอีกคนหนึ่ง นับว่าครบองค์ คือ ทุ่มเทให้วงการดนตรีด้วย และบอกสอนให้คนรุ่นหลังเป็นวิทยาทานด้วย

อันที่จริง การไล่ล่าคว้าคำตอบว่าเหตุใดเด็กจึงเป็นอัจฉริยะนั้นมีมานาน นักจิตวิทยาคนหนึ่งเอาตนเองและชีวิตลูกสาวสามคนเป็นเดิมพันการทดลอง กล่าวคือเขาประกาศตั้งแต่ก่อนลูกสาวคนแรกเกิด ว่าเขาจะมีลูกกี่คนก็ตาม ทุกคนต้องยิ่งใหญ่ในโลกหมากรุก และเขาก็ทำได้จริงๆ เริ่มจากการให้ลูกเรียนหนังสือที่บ้าน กระตุ้นให้เกิดความสนใจในเกมหมากรุก ผลคือลูกสาวทั้ง ๓ คนเล่นหมากรุกระดับโลกกันหมด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จูดิท โพลการ์ (Judit Polgar) ผู้เป็นน้องคนสุดท้องนั้น เล่นได้ถึงระดับแกรนด์มาสเตอร์ ตั้งแต่อายุเพียง ๑๕ ปีกับ ๕ เดือน ทำลายสถิติโลกเดิมที่ผู้ชายทำไว้ก่อนหน้าลงอย่างราบคาบ

คุณพ่อของเด็กเป็นนักจิตวิทยาที่ไม่ได้ฉลาดระดับอัจฉริยะ ภรรยาเขาก็เช่นกัน เขาจึงสรุปว่าอัจฉริยะถูกสร้างขึ้นได้ด้วยความจงใจ ไม่ใช่ด้วยพันธุกรรมหรือความบังเอิญ แต่ข้อเท็จจริงทางกรรมวิบากก็คือ ทันทีที่คุณพ่อตั้งใจว่าจะสร้างสภาพแวดล้อมขึ้นมากระตุ้นความสนใจของลูก เขาก็ทำตัวเป็นแดนเกิดอันเหมาะสม สำหรับเด็กที่มีบุญเก่าทางหมากรุกแล้ว

ที่ควรกล่าวเช่นนี้ ต้องย้อนกลับไปที่ความจริงอันเป็นปฐม นั่นคือมนุษย์ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ มนุษย์ไม่ใช่เพียงน้ำเชื้อจากพ่อแม่ผสมกัน แต่ต้องมีจิตวิญญาณมาเข้าท้องด้วย ดังนั้น จุดสรุปจึงเป็นว่าต้องมีทั้งบุญเก่าเป็นพรสวรรค์​ และได้แดนเกิดอันเอื้อให้สร้างพรแสวง อัจฉริยะจึงปรากฏ

ถ้าใครอยากฉลาดขึ้นผิดหูผิดตาภายในชาติเดียว พระพุทธเจ้าก็ทรงให้คำตอบไว้ นั่นคือต้องทำให้สติเจริญขึ้น โดยอาศัยกายเป็นที่ตั้งของสติ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? มาดูข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐานกันก่อน คุณสมบัติอันเป็นเครื่องหมายหนึ่งของคนฉลาด คือ มีสติอยู่กับเนื้อกับตัว การมีสติอยู่กับเนื้อกับตัวเป็นเหตุพื้นฐานให้มีการทรงตัวดี รู้สึกมั่นคง มีความรู้สึกไว รับรู้ได้เร็ว รับรู้ได้คมชัด จึงช่างสังเกตและสามารถคิดได้อย่างมีความสุข ไม่ใช่คิดวกวนจนเป็นทุกข์แบบคนโง่

ทีนี้ถามว่าทำอย่างไรจะเกิดคุณสมบัติอันเป็นเครื่องหมายของคนฉลาดเหล่านั้น? เรามีสิทธิ์พิสูจน์คำตรัสของพระพุทธเจ้าก็ตรงนี้ วิชาเจริญสติโดยอาศัยกายของท่านมีอยู่ คือ ให้สังเกตความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกายที่มีให้รับรู้ได้ตลอดเวลา ไล่ตั้งแต่ง่ายไปหายาก นับแต่ดูความจริงเกี่ยวกับลมหายใจก่อน เห็นชัดแล้วจึงไล่ไปที่ความจริงของอาการอื่นทางกาย เช่น อิริยาบถใหญ่น้อย ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น

ถ้าทำได้ ก็ย่อมเป็นเหตุให้คุณมีสติอยู่กับเนื้อกับตัว แล้วคุณสมบัติอันเป็นเครื่องหมายของคนฉลาดก็จะไหลตามมาไปเอง ขอให้ทดลองดูจากบท "รู้กาย" ของหนังสือเล่มนี้ ถ้าทำเต็มที่ก็อาจพิสูจน์ว่าคนเราฉลาดแหลมคมขึ้นอย่างเอกอุในชาติเดียวได้หรือไม่

วันจันทร์ที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2556

คุณสมบัติของกุลสตรี


คุณสมบัติของกุลสตรี
-          มีความพึงพอใจ : ลักษณะเช่นนี้เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผู้หญิง เธอจะมีความสุขและพึงพอใจกับสายตาของสามีที่มองดูเธอด้วยความรัก และเมื่อเขาขอให้เธอทำบางสิ่งบางอย่างที่ถูกต้อง เธอจะเชื่อฟังปฏิบัติตามเขาทันที และไม่ทำอะไรที่ขัดต่อเจตนาของเขา – ท่านศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวไว้เช่นนั้น
-          มีเสน่ห์ปลายจวัก : ผู้หญิงที่ปรุงอาหารด้วยความตั้งใจ สะอาด และอร่อย เพื่อสามีของเธอนั้น อัลลอฮฺจะทรงเตรียมอาหารที่ดีเลิศในสวรรค์ให้แก่เธอผู้เป็นภรรยาที่แสนดี ในสวรรค์ เธอจะได้รับเชิญให้ดื่มและรับประทานทุกอย่างที่เธอปรารถนา เพื่อเป็นรางวัลสำหรรับความเหน็ดเหนื่อยและเสียสละเพื่อปรนณิบัติต่อสามีของเธอ – ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวไว้เช่นนั้น
-          จัดการในบ้านเรือนได้เป็นอย่างดี : ผู้หญิงที่ดีที่สุดคือผู้หญิงที่ปรุงอาหารอร่อย และใช้จ่ายเงินอย่างเหมาะสม และไม่สิ้นเปลือง ผู้หญิงเช่นนี้คือคนงานของอัลลอฮฺ และคนงานของอัลลอฮฺจะไม่ได้รับความสิ้นหวังและเสียใจเลย – อิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อ.) กล่าวไว้เช่นนั้น
-          เธอหาค่ามิได้ : ไม่มีราคาค่างวดใดสำหรับผู้หญิง ไม่ว่าเธอจะดีหรือเลว ผู้หญิงที่ดีและเป็นกุลสตรีนั้นไม่สามารถวัดคุณค่าได้ด้วยเงินตรา หรือทอง หรือเงิน เพราะเธอมีค่าและราคาแพงกว่าเงินหรือทองในจำนวนใดๆ มากนัก และเช่นเดียวกัน ผู้หญิงที่มีลักษณะไม่ดีและมีนิสัยชั่วร้ายนั้นก็ไม่อาจเทียบค่าได้เท่ากับทรายสักเม็ดหนึ่ง และทรายก็ยังมีคุณค่าความดีงามที่สูงส่งไปกว่าผู้หญิงเช่นนั้นด้วยซ้ำ – อิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อ.) กล่าวไว้เช่นนั้น
-          เธอมีความรัก เอาใจใส่ และอดทน : อยากให้ฉันบอกแก่ท่านถึงบรรดาสตรีที่จะได้เข้าสู่สวรรค์หรือไม่? เธอคือสตรีที่มีความรักและเอาใจใส่ต่อสามีของเธอ ให้กำเนิดบุตรแก่เขา และเมื่อเขาโกรธเธอ เธอจะกล่าวในทันทีว่า มือของฉันอยู่ในมือของท่าน ราวกับเธอจะไม่พึงพอใจจนกว่าสามีของเธอจะกลับมามีความสุขกับเธอ – ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวไว้เช่นนั้น
-          เป็นผู้เชื่อฟัง : ผู้หญิงที่โชคดีคือผู้หญิงที่ให้ความเคารพต่อสามี และไม่สร้างความเจ็บปวดหรือไม่สบายใจให้แก่เขา และไม่ทำให้เขาเป็นกังวล และเชื่อฟังเขาในทุกเรื่องที่เป็นสิ่งถูกต้อง – อิมามญะอฺฟัร ศอดิก(อ.) กล่าวไว้เช่นนั้น
-          เธอญิฮาด (ต่อสู้ในหนทางของศาสนา) : ญิฮาดของสตรีคือเธอต้องไม่หมดความอดทนถ้าสามีทำให้เธอเจ็บปวด ความอดทนของเธอ คือการญิฮาดของเธอ – ศาสดามุฮัมมัด(ศ.) กล่าวไว้เช่นนั้นคุณสมบัติของ ชายชาตรี   โดย   ปราณเวท

       คำว่า "ชายชาตรี"  ถ้าแปลตามพจนานุกรม จะหมายถึง ผู้ชายที่มีศิลปะวิชาอาคม หรือ ผู้ชายที่มีฝีไม้ลายมือในการต่อสู้
       ชายชาตรี  เป็นสิ่งที่ผู้ชายหลายคน อยากเป็น หรืออยากได้ชื่อ ว่าเป็น แต่ถ้าผู้อ่านท่านใด อยากจะเป็นชายชาตรี บ้างล่ะก็ ไม่ยากครับ เพียงแค่มี

คุณสมบัติของความเป็นชายชาตรี 5 ประการดังนี้
   1. มีคุณธรรม
   2. มีความรู้
   3. ประกอบวีรกรรมกล้าหาญอดทน
   4. มีความสามารถในการต่อสู้  มีศิลปะการป้องกันตัว
   5. มีความรู้ทางกฤตยาคม

        คุณสมบัติทั้ง 5 ข้อ ผมทราบมาจาก ครูของผมอีกที และเป็นคุณสมบัติ ที่ผู้ฝึกมวยไชยา ทุกคนต้องรู้ นอกเหนือจากคำปฏิญาณตนก่อนที่จะฝึกมวย

        แล้วในสมัยปัจจุบันนี้ เราต้องทำอย่างไร จึงจะได้ชื่อว่าเป็นชายชาตรี  ้อนี้ผมพอจะบอกได้ ตามกำลังความคิดของผมดังนี้ครับ

   1. มีคุณธรรม ก็คือ การเป็นผู้มีคุณธรรม ก็คงไม่ต้องบวชเป็นพระอย่างเดียวหรอกครับ  แค่รู้จักถือศีล 5 บ้าง ไม่คดโกงใคร ไม่หลอกลวงใคร ใจกว้างมีน้ำใจ รู้ผิดชอบชั่วดี ยึดมั่นในคุณความดี มีความเป็นลูกผู้ชาย มีระเบียบวินัย แค่นี้ก็น่าจะผ่านแล้วครับ สำหรับ ปุถุชนคนธรรมดาทั่วไป

   2. มีความรู้ ก็คือ เป็นผู้ที่แสวงหาความรู้ เพิ่มเติม ไม่หยุดนิ่ง มีความรู้ความเข้าใจในทางโลก มีหลักในการดำเนินชีวิต  เป็นผู้ที่แสวงหาความถูกต้องเสมอ ในข้อนี้ สำหรับใคร ที่จบปริญญาตรี ก็น่าจะถือได้ว่า เป็นผู้มีความรู้แล้ว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้ที่เรียนจบปริญญาตรีทุกคน จะเป็นผู้มีความรู้ได้เสมอไป ถ้าคนๆนั้น ไม่รู้จักนำความรู้ที่เรียนมาไปใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างเหมาะสม และในทางกลับกันคนที่ไม่ได้เรียนสูงๆหรือจบปริญญาตรี ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นผู้ที่ไม่มีความรู้ ทั้งนี้เพราะพิจารณาจาก ในสมัยก่อนก็ไม่มีมหาวิทยาลัย ก็มีชายชาตรีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ขอให้มีคุณสมบัติข้างต้นก็น่าจะเพียงพอแล้วครับ

   3. ประกอบวีรกรรมกล้าหาญอดทน ก็คือ การช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยเหลือสังคม ประเทศชาติ ด้วยความสามารถทางกาย อย่างเต็มความสามารถ และรู้จักเสียสละเพื่อส่วนรวม ้าเป็นสมัยก่อนก็คง เป็นเรื่องการปกบ้านป้องเมือง การทำศึกสงครามอย่างกล้าหาญอดทน ถ้าเป็นสมัยนี้ผมว่า เป็นทหาร ตำรวจ อาสาสมัคร อปพร. พนักงานดับเพลิง  ทหารเกณฑ์รับใช้ชาติ 2 ปี หรือ เรียน รด. ซัก 3 ปี หรือถ้ามีโอกาสได้รับใช้ชาติตามแนวชายแดน , สี่จังหวัดชายแดนภาคใต้  ก็นับว่าเยี่ยมแล้วครับ ผ่านแน่นอน

   4. มีความรู้ในศิลปะการต่อสู้ ้อนี้คงไม่ต้องอธิบายเยอะครับ ตรงตัวเลย ก็ต้องผ่านการฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ให้อยู่ในระดับที่ใช้ได้ อย่างน้อยก็ก็ต้องอยู่ในระดับ  ตัวต่อตัว กับคนรุ่นเดียวกันแบบสบายๆ ก็ผ่านแล้วครับ เรื่องนี้มัน แล้วแต่ มาตรฐานของคนนั้นๆ ครับ
   5. มีความรู้ทางกฤตยาคม ข้อนี้คงเป็นข้อที่ยากสำหรับบางคนครับ เพราะในสมัยนี้ จะหาที่ร่ำเรียนก็ยาก แถมถ้าเรียนมากๆ สนใจมากๆ ก็อาจถูกมองว่า เป็นคนงมงาย ไร้สาระ สติฟั่นเฟือนไปได้  สำหรับใครหลายคนคิดว่า เรื่องกฤตยาคมนั้น เป็นเรื่องที่คนสมัยก่อน เขานำมาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ สร้างขวัญกำลังใจให้แก่ตนเอง เพราะถ้าทุกคน ท่องคาถาแล้วสัมฤทธิ์ผล มีอิทธิฤทธิ์อยู่ยงคงกระพัน ในการศีกสงครามคงไม่มีคนตายในสนามรบแน่ๆ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า กฤตยาคม จะไม่มีจริงนะครับ (ผมเพียงอยากให้ทุกคนมีสติ ไม่งมงาย หลงอะไรง่ายๆ เท่านั้น) สำหรับผมแล้ว ผมเชื่อเรื่องนี้ครับ เพียงแต่ว่าเราจะไปเที่ยวพิสูจน์ให้คนนั้นคนนี้ดู เรื่อยเปื่อยคงไม่ได้ ของอย่างนี้เป็นความสามารถเฉพาะตัวครับ และความรู้ทาง กฤตยาคม ก็ไม่ได้มีอยู่แค่เรื่อง อยู่ยงคงกระพัน อย่างเดียว ยังมีเรื่อง แคล้วคลาด โชคลาภการป้องกันการกระทำย่ำยี ทางคุณไสย  การแก้คุณผีคุณคน การกำหราบภูตผีปีศาจ ทั้งหลายอีก 
ขอให้พอมีความรู้ทางกฤตยาคมไว้ป้องกันตัวเองได้ก็ถือว่า ผ่านแล้วครับ

        ที่เขียนเรื่องนี้ก็เพราะอยากให้ คนรุ่นใหม่ เยาวชน มีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่อง ชายชาตรี ที่ถูกต้อง มากขึ้น ในมุมมองของผมนะครับ ไม่ใช่มีคุณสมบัติเพียงข้อเดียวก็จะ ทึกทักเอาว่า เป็น ชายชาตรี เสียแล้ว และการทำร้ายผู้อื่น หรือรังแกคนที่อ่อนแอกว่า อย่างนี้ถือว่าห่างไกลจากคำว่า ชายชาตรี มากเลยครับ

        ผมคิดว่าอย่างน้อยคนที่จะได้ชื่อว่าเป็น ชายชาตรี ในยุคสมัยนี้ ก็ควรจะมีคุณสมบัติอย่างน้อย 4 ข้อแรกให้ครบถ้วน เรื่องนี้ไม่ใช่มีแต่ประเทศไทย นะครับที่คิดกัน ในอดีตที่ผ่านมาประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรี ของเขาก็ต้องมีคุณสมบัติครบทั้ง 4 ข้อแรกนี้เหมือนกัน จึงจะเป็นผู้นำที่สง่าผ่าเผยได้

        ในสมัยที่ผมเป็นวัยรุ่น ผมเคยคิดว่า เราน่าจะมีโรงเรียนที่สอนความเป็นลูกผู้ชาย นอกจากโรงเรียนนายร้อย ตำรวจ ทหาร บ้างนะ(ก็อย่างที่รู้ๆ กันครับการเข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยเป็นเรื่องที่ยากเเย็นแสนเข็ญมาก ) แบบว่า จะเป็นใครก็สามารถเดินเข้ามาเรียนได้ และถ้าสามารถเรียนจนจบหลักสูตรได้ ก็จะต้องมีคุณสมบัติอย่างน้อย 4 ข้อแรก อย่างเข้มข้นติดตัวไป ผมเชื่อว่า 
ถ้าคนในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง มีคุณสมบัติชายชาตรี อย่างน้อย 3 ข้อแรก ประเทศเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น และเจริญก้าวหน้าไม่แพ้ชาติใดอย่างแน่นอน

บทบาทความสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ


ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้มีการพัฒนาคิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกสบายต่อการดำชีวิตเป็นอันมาก เทคโนโลยีได้เข้ามาเสริมปัจจัยพื้นฐานการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี เทคโนโลยีทำให้การสร้างที่พักอาศัยมีคุณภาพมาตรฐาน สามารถผลิตสินค้าและให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์มากขึ้น เทคโนโลยีทำให้ระบบการผลิตสามารถผลิตสินค้าได้เป็นจำนวนมากมีราคาถูกลง สินค้าได้คุณภาพ เทคโนโลยีทำให้มีการติดต่อสื่อสารกันได้สะดวก การเดินทางเชื่อมโยงถึงกันทำให้ประชากรในโลกติดต่อรับฟังข่าวสารกันได้ตลอดเวลา
พัฒนาการของเทคโนโลยีทำให้ชีวิตความเป็นอยู่เปลี่ยนไปมาก ลองย้อนไปในอดีตโลกมีกำเนินมาประมาณ 4600 ล้านปี เชื่อกันว่าพัฒนาการตามธรรมชาติทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตถือกำเนินบนโลกประมาณ 500 ล้านปีที่แล้ว ยุคไดโนเสาร์มีอายุอยู่ในช่วง 200 ล้านปี สิ่งมีชีวิตที่เป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์ ค่อย ๆ พัฒนามา คาดคะเนว่าเมื่อห้าแสนปีที่แล้วมนุษย์สามารถส่งสัญญาณท่าทางสื่อสารระหว่างกันและพัฒนามาเป็นภาษา มนุษย์สามารถสร้างตัวหนังสือ และจารึกไว้ตามผนึกถ้ำ เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่ามนุษย์ต้องใช้เวลานานพอสมควรในการพัฒนาตัวหนังสือที่ใช้แทนภาษาพูด และจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 5000 ปีที่แล้ว กล่าวได้ว่าฐานทางประวัติศาสตร์พบว่า มนุษย์สามารถจัดพิมพ์หนังสือได้เมื่อประมาณ 500 ถึง 800 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีเริ่มเข้ามาช่วยในการพิมพ์ ทำให้การสื่อสารด้วยข้อความและภาษาเพิ่มขึ้นมาก เทคโนโลยีพัฒนามาจนถึงการสื่อสารกัน โดยส่งข้อความเป็นเสียงทางสายโทรศัพท์ได้ประมาณร้อยกว่าปีที่แล้ว และเมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้ว ก็มีการส่งภาพโทรทัศน์และคอมพิวเตอร์ทำให้มีการใช้สารสนเทศในรูปแบบข่าวสารมากขึ้น ในปัจจุบันมีสถานที่วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แ ละสื่อต่าง ๆ ที่ใช้ในการกระจ่ายข่าวสาร มีการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ผ่านดาวเทียมเพื่อรายงานเหตุการณ์สด เห็นได้ชัดว่าเทคโนโลยีได้เข้ามามีบทบาทอย่างมาก บทบาทของการพัฒนาเทคโนโลยีรวดเร็วขึ้นเมื่อมีการพัฒนาอุปกรณ์ทางด้านคอมพิวเตอร์และส่วนประกอบ จะเห็นได้ว่าในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมาจะมีผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งมีคอมพิวเตอร์เข้าไปเกี่ยวข้องให้เห็นอยู่ตลอดเวลา
รูปแสดงการติดต่อสื่อสารผ่านดาวเทียม
นักเรียนลองจินตนาการดูว่า นักเรียนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีด้านใดบ้างจากตัวอย่างต่อไปนี้ เมื่อตื่นนอนนักเรียนอาจได้ยินเสียงจากวิทยุ ซึ่งกระจายเสียงข่าวสารหรือเพลงไปทั่ว นักเรียนใช้โทรศัพท์สื่อสารกับเพื่อน ดูรายการทีวี วีดีโอเมื่อมาโรงเรียนเดินทางผ่านถนนที่มีระบบไฟสัญญาณที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ ถ้าไปศูนย์การค้า ขึ้นลิฟต์ ขึ้นบันไดเลื่อนซึ่งควบคุมการทำงานด้วยคอมพิวเตอร์ ที่บ้านนักเรียน นักเรียนอาจอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศที่ควบคุมอุณหภูมิโดยอัตโนมัติ คุณแม่ทำอาหารด้วยเตาอบซึ่งควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ ซักผ้าด้วยเครื่องซักผ้า จะเห็นว่าชีวิตในปัจจุบันเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีเป็นอันมาก อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เป็นส่วนประกอบในการทำงาน

รูปแสดงเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน
ในอดีตยุคที่มนุษย์ยังเร่ร่อน มีอาชีพเกษตรกรรม ล่าสัตว์ ต่อมามีการรวมตัวกันสร้างเมือง และสังคมเมืองทำให้เกิดอุตสาหกรรมการผลิต การผลิตทำให้เกิดการปฏิวัติทางอุตสาหกรรมที่เน้นการผลิตจำนวนมาก สังคมจึงเป็นสังคมเมืองที่มีอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่หลังจากปี พ.ศ. 2530 เป็นต้นมา ระบบสื่อสารโทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ก้าวหน้ามาก ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสังคมสารสนเทศ ชีวิตความเป็นอยู่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารจำนวนมาก การสื่อสารโทรคมนาคมกระจายทั่วถึง ทำให้ข่าวสารแพร่กระจ่ายไปอย่างรวดเร็ว สังคมในปัจจุบันเป็นสังคมไร้พรมแดนเพราะเรื่องราวของประเทศหนึ่งสามารถกระจายแพร่ออกไปยังประเทศต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วนิยามเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ
คำว่าเทคโนโลยี หมายถึง การประยุกต์เอาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาใช้ให้เกิดประโยชน์ การศึกษาพัฒนาองค์ความรู้ต่าง ๆ ก็เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติ กฎเกณฑ์ของสิ่งต่าง ๆ และหาทางนำมาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ เทคโนโลยีจึงเป็นค้าที่มีความหมายกว้างไกล เป็นคำที่เราได้พบเห็นและได้ยินอยู่ตลอดมา
ลองนึกดูว่าทรายที่เราเห็นอยู่บนพื้นดิน ตามชายหาด ชายทะเลเป็นสารประกอบของซิลิกอน ทรายเหล่านั้นมีราคาต่ำและเรามองข้ามไป ครั้งมีบางคนที่เรียนรู้วิธีการแยกสกัดเอาสารซิลิกอให้บริสุทธิ์ และเจือสารบางอย่างให้เกิดเป็นสิ่งที่เรียกว่าสารกึ่งตัวนำ นำมาผลิตเป็นทรานซิสเตอร์ และไอซี (Integrated Circuit : IC) ไอซีนี้เป็นอุปกรณ์ที่รวมวงจรอิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากไว้ด้วยกัน ใช้เป็นชิซึ่งเป็นส่วนสำคัญของคอมพิวเตอร์ สารซิลิกอดังกล่าวเมื่อผ่านกรรมวิธีทางเทคโนโลยีแล้วจะมีราคาสูงสามารถนำมาขายได้เงินเป็นจำนวนมาก ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นหัวใจของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เพราะเรานำเอาวัตถุดิบมาผ่านเทคนิคการดำเนินการ จะได้วัตถุสำเร็จรูป สินค้าเหล่านี้จะมีมูลค่าเพิ่มจากวัตถุดิบนั้นมาก ประเทศใดมีเทคโนโลยีมากมักจะเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว เทคโนโลยีจึงเป็นหาทางที่จะช่วยในการพัฒนาให้สินค้าและบริการมีมูลค่าเพิ่มขึ้น ทุกประเทศจึงให้ความสำคัญของการใช้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยงานด้านต่าง ๆ
ส่วนคำว่าสารสนเทศ หมายถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนตั้งแต่เกิดมาได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เรียนรู้สภาพสังคมความเป็นอยู่ กฎเกณฑ์และวิชาการ ลองจินตนาการดูว่าภายในสมองของเราเก็บข้อมูลอะไรบ้าง เราคงตอบไม่ได้ แต่สามารถเรียกเอาข้อมูลมาใช้ได้ ข้อมูลที่เก็บไว้ในสมองเป็นสิ่งที่สะสมกันมาเป็นเวลานาน ความรอบรู้ของแต่ละคนจึงขึ้นอยู่กับการเรียกใช้ข้อมูลนั้น ดังนั้นจะเห็นได้ชัดความรู้เกิดจากข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ทุกวันนี้มีข้อมูลรอบตัวเรามาก ข้อมูลเหล่านี้มาจากสื่อ เช่น วิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ เครือข่ายคอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่การสื่อสารระหว่างบุคคล จึงมีผู้กล่าวว่ายุคนี้เป็นยุคของสารสนเทศ
รูปแสดงสื่อที่ช่วยในการรับส่งข้อมูล
ภายในสมองมนุษย์ซึ่งเป็นที่เก็บข้อมูลไว้มากมายจะมีข้อจำกัดในการจัดเก็บ การเรียกใช้ การประมวลผล และการคิดคำนวณ ดังนั้นจึงมีผู้พยายามสร้างเครื่องจักรเครื่องมือ เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการสารสนเทศ เช่นเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งสามารถเก็บข้อมูลไว้ในหน่วยความจำได้มาก สามารถให้ข้อมูลได้แม่นยำและถูกต้องเมื่อมีการเรียกค้นหา ทำงานได้ตลอดวันไม่เหน็ดเหนื่อย และยังส่งข้อมูลไปได้ไกลและรวดเร็วมาก เครื่องจักรอุปกรณ์ที่เกี่ยวกับสารสนเทศนั้นมีมากมายตั้งแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์รอบข้าง ระบบสื่อสารโทรคมนาคมสมัยใหม่ ทำให้เกิดงานบริการที่อำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น การฝากถอนเงินผ่านเครื่องเอทีเอ็ม (Automatic Teller Machine : ATM) การจองตั๋วดูภาพยนตร์ การลงทะเบียนเรียนในโรงเรียน
เมื่อรวมคำว่าเทคโนโลยีกับสารสนเทศเข้าด้วยกัน จึงหมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้จัดการสารสนเทศ เป็นเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องตั้งแต่การรวบรวมการจัดเก็บข้อมูล การประมวลผล การพิมพ์ การสร้างรายงาน การสื่อสารข้อมูล ฯลฯ เทคโนโลยีสารสนเทศจะรวมไปถึงเทคโนโลยีที่ทำให้เกิดระบบการให้บริการ การใช้ และการดูแลข้อมูล
เทคโนโลยีสารสนเทศจึงมีความหมายที่กว้างขวางมาก นักเรียนจะได้พบกับสิ่งรอบ ๆ ตัวที่เกี่ยวกับการใช้สารสนเทศอยู่มาก ดังนี้
  • การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นวิธีการรวบรวมข้อมูลเข้าสู่ระบบ นักเรียนอาจเห็นพนักงานการไฟฟ้าไปที่บ้านพร้อมเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กเพื่อบันทึกข้อมูลการใช้ไฟฟ้า ในการสอบแข่งขันที่มีผู้สอบจำนวนมาก ก็มีการใช้ดินสอระบายตามช่องที่เลือกตอบ เพื่อให้เครื่องอ่านเก็บรวบรวมข้อมูลได้ เมื่อไปซื้อสินค้าที่ห้างสรรพสินค้าก็มีการใช้รหัสแท่ง (bar code) พนักงานจะนำสินค้าผ่านการตรวจของเครื่องเพื่ออ่านข้อมูลการซื้อสินค้าที่บรรจุในรหัสแท่ง เมื่อไปที่ห้องสมุดก็พบว่าหนังสือมีรหัสแท่งเช่นเดียวกันการใช้รหัสแท่งนี้เพื่อให้ง่ายต่อการเก็บรวบรวมwbr>wb
  • การประมวลผล ข้อมูลที่เก็บมาได้มักจะเก็บในสื่อต่าง ๆ เช่น แผ่นบันทึก แผ่นซีดี หรือเทป เป็นต้น ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำมาประมวลผลตามต้องการ เช่น แยกแยะข้อมูลเป็นกลุ่ม เรียงลำดับข้อมูล คำนวณ หรือจัดการคัดแยกข้อมุที่จัดเก็บนั้น
    รูปแสดง การประมวลผลให้ออกมาในรูปเอกสาร
  • การแสดงผลลัพธ์ อุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีในการแสดงผลลัพธ์มีมาก สามารถแสดงเป็นตัวหนังสือ เป็นรูปภาพ ตลอดจนพิมพ์ออกมาที่กระดาษ การแสดงผลลัพธ์มีทั้งที่แสดงเป็นภาพ เป็นเสียง เป็นวีดิทัศน์ เป็นต้น
    รูปแสดง การแสดงผลลัพท์ทางหน้าจอคอมพิวเตอร์
  • การทำสำเนา เมื่อมีข้อมูลที่จัดเก็บในสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ การทำสำเนาจะทำได้ง่าย และทำได้เป็นจำนวนมาก ดังนั้นอุปกรณ์ช่วยในการทำสำเนา จัดได้ว่าเป็นเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เรามีเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร อุปกรณ์การเก็บข้อมูลทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น จานบันทึก ซีดีรอม ซึ่งสามารถทำสำเนาได้เป็นจำนวนมาก
  • การสื่อสารโทรคมนาคม เป็นวิธีการที่จะส่งจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง หรือกระจายออกไปยังปลายทางครั้งละมาก ๆ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ระบบสื่อสารโทรคมนาคมหลายประเภท ตั้งแต่โทรเลข โทรศัพท์ เส้นใยนำแสง เคเบิลใต้น้ำ คลื่นวิทยุไมโครเวฟ ดาวเทียม เป็นต้น
ลักษณะสำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศ
โดยพื้นฐานของเทคโนโลยีย่อมมีประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้าได้ แต่เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับวิถีความเป็นอยู่ของสังคมสมัยใหม่อยู่มาก ลักษณะเด่นที่สำคัญของเทคโนโลยีสารสนเทศมีดังนี้
  • เทคโนโลยีสารสนเทศช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ในการประกอบการทางด้านเศรษฐกิจ การค้า และการอุตสาหกรรม จำเป็นต้องหาวิธีในการเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานคอมพิวเตอร์และระบบสื่อสารเข้ามาช่วยทำให้เกิดระบบอัตโนมัติ เราสามารถฝากถอนเงินสดผ่านเครื่องเอทีเอ็มได้ตลอดเวลา ธนาคารสามารถให้บริการได้ดีขึ้น ทำให้การบริการโดยรวมมีประสิทธิภาพ ในระบบการจัดการทุกแห่งต้องใช้ข้อมูลเพื่อการดำเนินการและการตัดสินใจ ระบบธุรกิจจึงใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยในการทำงาน เช่น ใช้ในระบบจัดเก็บเงินสด จองตั๋วเครื่องบิน เป็นต้น
  • เทคโนโลยีสารสนเทศเปลี่ยนรูปแบบการบริการเป็นแบบกระจาย เมื่อมีการพัฒนาระบบข้อมูล และการใช้ข้อมูลได้ดี การบริการต่าง ๆ จึงเน้นรูปแบบการบริการแบบกระจาย ผู้ใช้สามารถสั่งซื้อสินค้าจากที่บ้าน สามารถสอบถามข้อมุผ่านทางโทรศัพท์ นิสิตนักศึกษาบางมหาวิทยาลัยสามารถใช้คอมพิวเตอร์สอบถามผลสอบจากที่บ้านได้
  • เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นสิ่งที่จำเป็น สำหรับการดำเนินการในหน่วยงานต่าง ๆ ปัจจุบันทุกหน่วยงานต่างพัฒนาระบบรวบรวมจัดเก็บข้อมูลเพื่อใข้ในองค์การประเทศไทยมีระบบทะเบียนราษฎร์ที่จัดทำด้วยระบบ ระบบเวชระเบียนในโรงพยาบาล ระบบการจัดเก็บข้อมูลภาษี ในองค์การทุกระดับเห็นความสำคัญที่จะนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้
  • เทคโนโลยีสารสนเทศเกี่ยวข้องกับคนทุกระดับ พัฒนาการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของคนเกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี ดังจะเห็นได้จาก การพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์ การใช้ตารางคำนวณ และใช้อุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมแบบต่าง ๆ เป็นต้น
ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศ
การกำเนิดของคอมพิวเตอร์เมื่อประมาณห้าสิบกว่าปีที่แล้ว เป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่ยุคสารสนเทศ ในช่วงแรกมีการนำเอาคอมพิวเตอร์มาใช้เป็นเครื่องคำนวณ แต่ต่อมาได้มีความพยายามพัฒนาให้คอมพิวเตอร์เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับการจัดการข้อมูล เมื่อเทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์ได้ก้าวหน้ามากขึ้น ทำให้สามารถสร้างคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดเล็กลง แต่ประสิทธิภาพสูงขึ้น สภาพการใช้งานจึงใช้งานกันอย่างแพร่หลาย ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีต่อชีวิตความเป็นอยู่และสังคมจึงมีมาก มีการเรียนรู้และใช้สารสนเทศกันอย่างกว้างขวาง ผลของเทคโนโลยีสารสนเทศโดยรวมกล่าวได้ดังนี้
  • การสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สภาพความเป็นอยู่ของสังคมเมือง มีการพัฒนาใช้ระบบสื่อสารโทรคมนาคม เพื่อติดต่อสื่อสารให้สะดวกขึ้น มีการประยุกต์มาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกภายในบ้าน เช่น ใช้ควบคุมเครื่องปรับอากาศ ใช้ควมคุมระบบไฟฟ้าภายในบ้าน เป็นต้น
  • เสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคมและการกระจายโอกาส เทคโนโลยีสารสนเทศทำให้เกิดการกระจายไปทั่วทุกหนแห่ง แม้แต่ถิ่นทุรกันดาร ทำให้มีการกระจายโอการการเรียนรู้ มีการใช้ระบบการเรียนการสอนทางไกล การกระจายการเรียนรู้ไปยังถิ่นห่างไกล นอกจากนี้ในปัจจุบันมีความพยายามที่ใช้ระบบการรักษาพยาบาลผ่านเครือข่ายสื่อสาร
  • สารสนเทศกับการเรียนการสอนในโรงเรียน การเรียนการสอนในโรงเรียนมีการนำคอมพิวเตอร์และเครื่องมือประกอบช่วยในการเรียนรู้ เช่น วีดิทัศน์ เครื่องฉายภาพ คอมพิวเตอร์ช่วยสอน คอมพิวเตอร์ช่วยจัดการศึกษา จัดตารางสอน คำนวณระดับคะแนน จัดชั้นเรียน ทำรายงานเพื่อให้ผู้บริหารได้ทราบถึงปัญหาและการแก้ปัญหาในโรงเรียน ปัจจุบันมีการเรียนการสอนทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในโรงเรียนมากขึ้น
  • เทคโนโลยีสารสนเทศกับสิ่งแวดล้อม การจัดการทรัพยากรธรรมชาติหลายอย่างจำเป็นต้องใช้สารสนเทศ เช่น การดูแลรักษาป่า จำเป็นต้องใช้ข้อมูล มีการใช้ภาพถ่ายดาวเทียม การติดตามข้อมูลสภาพอากาศ การพยากรณ์อากาศ การจำลองรูปแบบสภาวะสิ่งแวดล้อมเพื่อปรับปรุงแก้ไข การเก็บรวมรวมข้อมูลคุณภาพน้ำในแม่น้ำต่าง ๆ การตรวจวัดมลภาวะ ตลอดจนการใช้ระบบการตรวจวัดระยะไกลมาช่วย ที่เรียกว่าโทรมาตร เป็นต้น
  • เทคโนโลยีสารสนเทศกับการป้องกันประเทศ กิจการทางด้านการทหารมีการใช้เทคโนโลยี อาวุธยุทโธปกรณ์สมัยใหม่ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับคอมพิวเตอร์และระบบควบคุม มีการใช้ระบบป้องกันภัย ระบบเฝ้าระวังที่มีคอมพิวเตอร์ควบคุมการทำงาน
  • การผลิตในอุตสาหกรรม และการพาณิชกรรม การแข่งขันทางด้านการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจำเป็นต้องหาวิธีการในการผลิตให้ได้มาก ราคาถูกลงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์เข้ามามีบทบาทมาก มีการใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อการบริหารและการจัดการ การดำเนินการและยังรวมไปถึงการให้บริการกับลูกค้า เพื่อให้ซื้อสินค้าได้สะดวกขึ้น
เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลเกี่ยวข้องกับทุกเรื่องในชีวิตประจำวัน บทบาทเหล่านี้มีแนวโน้มที่สำคัญมากยิ่งขึ้น ด้วยเหตุนี้เยาวชนคนรุ่นใหม่จึงควรเรียนรู้ และเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อจะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศให้ก้าวหน้าและเกิดประโยชน์ต่อประเทศต่อไป