วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2555

โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มือถือเครื่องแรกของโลก

มือถือเครื่องแรกของโลก
2008-03-21 00:35:23
โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก ประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ.1876 โดย อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เบลล์ เทเลโฟน (Bell Telephone company)
**เมื่อปีคศ. 1876 ( พ.ศ. 2419 ) Bell Telephone company
ผลิตรุ่น BELL’S CENTENNIAL ที่เป็นเครื่องรับโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการฟังเสียง และ
ผลิตรุ่น LIQUID TELEPHONE เป็นเครื่องส่งโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการส่งเสียง ที่ใช้สารละลายกรดซัลฟูริก
วิวัฒนาการของโทรศัพท์ตามลำดับต่อมา

**เมื่อปีคศ. 1877 ( พ.ศ. 2420 ) FIRST COMMERCIAL TELEPHONE
เป็นเครื่องโทรศัพท์เครื่องแรกผลิตขายจากการพัฒนาของ BELL เมื่อ ปี 1876
เริ่มให้บริการกับ BOSTON BANK ใช้ระหว่าง ออฟฟิต กับบ้านพักต่างอากาศที่ BOSTON
**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) BUTTERSTAMP
BELL ได้ออกแบบครั้งแรกที่รวมทั้งตัวรับและส่งในชุดเดียวกัน
ซึ่งมี Dariry Butter-stamp ติดอยู่ จึงเป็นมาของชื่อรุ่นนี้ บริการใน NEW HAVEN มีปุ่มเรียกพนักงานสลับสาย
** เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) ชุมสายโทรศัพท์เปิดบริการครั้งแรก
บริการใน NEW HAVENเป็นครั้งแรกเป็นระบบพนักงานสลับสาย หรือ
Manual Telephone system มีจำนวนเลขหมาย 21 เลขหมายเท่านั้น

**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) มีการสื่อสารโทรศัพท์ครั้งแรก**
ปีนี้ได้เปิดให้บริการระบบโทรศัพท์ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกใน สหรัฐ และ ยุโรป

*****************************************

ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก หนีไม่พ้นยี่ห้อ Motorola

ในปี พ.ศ.2546 ได้ฉลองวันครบรอบ 30 ปี ของการเปิดสาธิตใช้งานโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกแก่สาธารณชน

ใน ปี 1983 Motorola DynaTAC 8000X ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก มือถือกระติกน้ำเครื่องนี้คุยได้ 30 นาที และสามารถคุยได้มากสุดถึง 8 ชั่วโมงขณะกำลังชาร์จ ราคาของมันอยู่ที่ $3,995 ของค่าเงินขณะนั้น
ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์รุ่น Dyna Tac วางโชว์อยู่ใน Motorola Museum, Illinois, USA

มือถือเครื่องแรกของโลก
2008-03-21 00:35:23
โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก ประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ.1876 โดย อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เบลล์ เทเลโฟน (Bell Telephone company)
**เมื่อปีคศ. 1876 ( พ.ศ. 2419 ) Bell Telephone company
ผลิตรุ่น BELL’S CENTENNIAL ที่เป็นเครื่องรับโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการฟังเสียง และ
ผลิตรุ่น LIQUID TELEPHONE เป็นเครื่องส่งโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการส่งเสียง ที่ใช้สารละลายกรดซัลฟูริก
วิวัฒนาการของโทรศัพท์ตามลำดับต่อมา

**เมื่อปีคศ. 1877 ( พ.ศ. 2420 ) FIRST COMMERCIAL TELEPHONE
เป็นเครื่องโทรศัพท์เครื่องแรกผลิตขายจากการพัฒนาของ BELL เมื่อ ปี 1876
เริ่มให้บริการกับ BOSTON BANK ใช้ระหว่าง ออฟฟิต กับบ้านพักต่างอากาศที่ BOSTON
**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) BUTTERSTAMP
BELL ได้ออกแบบครั้งแรกที่รวมทั้งตัวรับและส่งในชุดเดียวกัน
ซึ่งมี Dariry Butter-stamp ติดอยู่ จึงเป็นมาของชื่อรุ่นนี้ บริการใน NEW HAVEN มีปุ่มเรียกพนักงานสลับสาย
** เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) ชุมสายโทรศัพท์เปิดบริการครั้งแรก
บริการใน NEW HAVENเป็นครั้งแรกเป็นระบบพนักงานสลับสาย หรือ
Manual Telephone system มีจำนวนเลขหมาย 21 เลขหมายเท่านั้น

**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) มีการสื่อสารโทรศัพท์ครั้งแรก**
ปีนี้ได้เปิดให้บริการระบบโทรศัพท์ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกใน สหรัฐ และ ยุโรป

*****************************************

ถ้าเป็น

วันศุกร์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

มือถือเครื่องแรกของโลก

มือถือเครื่องแรกของโลก
2008-03-21 00:35:23
โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก ประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ.1876 โดย อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เบลล์ เทเลโฟน (Bell Telephone company)
**เมื่อปีคศ. 1876 ( พ.ศ. 2419 ) Bell Telephone company
ผลิตรุ่น BELL’S CENTENNIAL ที่เป็นเครื่องรับโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการฟังเสียง และ
ผลิตรุ่น LIQUID TELEPHONE เป็นเครื่องส่งโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการส่งเสียง ที่ใช้สารละลายกรดซัลฟูริก
วิวัฒนาการของโทรศัพท์ตามลำดับต่อมา

**เมื่อปีคศ. 1877 ( พ.ศ. 2420 ) FIRST COMMERCIAL TELEPHONE
เป็นเครื่องโทรศัพท์เครื่องแรกผลิตขายจากการพัฒนาของ BELL เมื่อ ปี 1876
เริ่มให้บริการกับ BOSTON BANK ใช้ระหว่าง ออฟฟิต กับบ้านพักต่างอากาศที่ BOSTON
**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) BUTTERSTAMP
BELL ได้ออกแบบครั้งแรกที่รวมทั้งตัวรับและส่งในชุดเดียวกัน
ซึ่งมี Dariry Butter-stamp ติดอยู่ จึงเป็นมาของชื่อรุ่นนี้ บริการใน NEW HAVEN มีปุ่มเรียกพนักงานสลับสาย
** เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) ชุมสายโทรศัพท์เปิดบริการครั้งแรก
บริการใน NEW HAVENเป็นครั้งแรกเป็นระบบพนักงานสลับสาย หรือ
Manual Telephone system มีจำนวนเลขหมาย 21 เลขหมายเท่านั้น

**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) มีการสื่อสารโทรศัพท์ครั้งแรก**
ปีนี้ได้เปิดให้บริการระบบโทรศัพท์ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกใน สหรัฐ และ ยุโรป

*****************************************

ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก หนีไม่พ้นยี่ห้อ Motorola

ในปี พ.ศ.2546 ได้ฉลองวันครบรอบ 30 ปี ของการเปิดสาธิตใช้งานโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกแก่สาธารณชน

ใน ปี 1983 Motorola DynaTAC 8000X ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก มือถือกระติกน้ำเครื่องนี้คุยได้ 30 นาที และสามารถคุยได้มากสุดถึง 8 ชั่วโมงขณะกำลังชาร์จ ราคาของมันอยู่ที่ $3,995 ของค่าเงินขณะนั้น
ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์รุ่น Dyna Tac วางโชว์อยู่ใน Motorola Museum, Illinois, USA

มือถือเครื่องแรกของโลก
2008-03-21 00:35:23
โทรศัพท์เครื่องแรกของโลก ประดิษฐ์ขึ้นในปี ค.ศ.1876 โดย อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์ ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัท เบลล์ เทเลโฟน (Bell Telephone company)
**เมื่อปีคศ. 1876 ( พ.ศ. 2419 ) Bell Telephone company
ผลิตรุ่น BELL’S CENTENNIAL ที่เป็นเครื่องรับโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการฟังเสียง และ
ผลิตรุ่น LIQUID TELEPHONE เป็นเครื่องส่งโทรศัพท์อย่างง่ายใช้ในการส่งเสียง ที่ใช้สารละลายกรดซัลฟูริก
วิวัฒนาการของโทรศัพท์ตามลำดับต่อมา

**เมื่อปีคศ. 1877 ( พ.ศ. 2420 ) FIRST COMMERCIAL TELEPHONE
เป็นเครื่องโทรศัพท์เครื่องแรกผลิตขายจากการพัฒนาของ BELL เมื่อ ปี 1876
เริ่มให้บริการกับ BOSTON BANK ใช้ระหว่าง ออฟฟิต กับบ้านพักต่างอากาศที่ BOSTON
**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) BUTTERSTAMP
BELL ได้ออกแบบครั้งแรกที่รวมทั้งตัวรับและส่งในชุดเดียวกัน
ซึ่งมี Dariry Butter-stamp ติดอยู่ จึงเป็นมาของชื่อรุ่นนี้ บริการใน NEW HAVEN มีปุ่มเรียกพนักงานสลับสาย
** เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) ชุมสายโทรศัพท์เปิดบริการครั้งแรก
บริการใน NEW HAVENเป็นครั้งแรกเป็นระบบพนักงานสลับสาย หรือ
Manual Telephone system มีจำนวนเลขหมาย 21 เลขหมายเท่านั้น

**เมื่อปีค.ศ. 1878 ( พ.ศ. 2421 ) มีการสื่อสารโทรศัพท์ครั้งแรก**
ปีนี้ได้เปิดให้บริการระบบโทรศัพท์ให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกใน สหรัฐ และ ยุโรป

*****************************************

ถ้าเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก หนีไม่พ้นยี่ห้อ Motorola

ในปี พ.ศ.2546 ได้ฉลองวันครบรอบ 30 ปี ของการเปิดสาธิตใช้งานโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกแก่สาธารณชน

ใน ปี 1983 Motorola DynaTAC 8000X ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก มือถือกระติกน้ำเครื่องนี้คุยได้ 30 นาที และสามารถคุยได้มากสุดถึง 8 ชั่วโมงขณะกำลังชาร์จ ราคาของมันอยู่ที่ $3,995 ของค่าเงินขณะนั้น
ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์รุ่น Dyna Tac วางโชว์อยู่ใน Motorola Museum, Illinois, USA
หนีไม่พ้นยี่ห้อ Motorola

ในปี พ.ศ.2546 ได้ฉลองวันครบรอบ 30 ปี ของการเปิดสาธิตใช้งานโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกแก่สาธารณชน

ใน ปี 1983 Motorola DynaTAC 8000X ได้ถือกำเนิดขึ้นและกลายเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกของโลก มือถือกระติกน้ำเครื่องนี้คุยได้ 30 นาที และสามารถคุยได้มากสุดถึง 8 ชั่วโมงขณะกำลังชาร์จ ราคาของมันอยู่ที่ $3,995 ของค่าเงินขณะนั้น
ปัจจุบันนี้ โทรศัพท์รุ่น Dyna Tac วางโชว์อยู่ใน Motorola Museum, Illinois, USA

ประวัติพระพุทธเจ้า


ประวัติพระพุทธเจ้า  "ศาสนาพุทธ" เป็นศาสนาประจำชาติไทยของเรา แล้วมีสักกี่คนเอ่ย...ที่ทราบถึงประวัติของ "พระสัมมาสัมพุทธเจ้า" ผู้ทรงเป็น "พระศาสดา" ของ "พระพุทธศาสนา" วันนี้กระปุกจึงนำเรื่องราวพุทธประวัติ หรือ ประวัติพระพุทธเจ้า มาฝากกันค่ะ
          พระพุทธเจ้าทรงมีพระนามเดิมว่า "สิทธัตถะ" หมายถึง ผู้ที่สำเร็จความมุ่งหมายแล้ว หรือผู้ปรารถนาสิ่งใด ย่อมได้สิ่งนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสของพระเจ้าสุทโธทนะ กษัตริย์ผู้ครองกรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ และ "พระนางสิริมหามายา" พระราชธิดาของกษัตริย์ราชสกุลโกลิยวงศ์แห่งกรุงเทวทหะ แคว้นโกลิยะ

          ในคืนที่พระพุทธเจ้าเสด็จปฏิสนธิในครรภ์พระนางสิริมหามายา พระนางทรงพระสุบินนิมิตว่า มีช้างเผือกมีงาสามคู่ได้เข้ามาสู่พระครรภ์ ณ ที่บรรทม ก่อนที่พระนางจะมีพระประสูติกาล ที่ใต้ต้นสาละ ณ สวนลุมพินีวัน เมื่อวันศุกร์ ขึ้นสิบห้าค่ำ เดือนวิสาขะ ปีจอ 80 ปีก่อนพุทธศักราช (ปัจจุบันสวนลุมพินีวันอยู่ในประเทศเนปาล)
          ทันทีที่ประสูติ เจ้าชายสิทธัตถะทรงดำเนินด้วยพระบาท 7 ก้าว และมีดอกบัวผุดขึ้นมารองรับพระบาท พร้อมเปล่งพระวาจาว่า "เราเป็นเลิศที่สุดในโลก ประเสริฐที่สุดในโลก การเกิดครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายของเรา" แต่หลังจากเจ้าชายสิทธัตถะประสูติกาลได้แล้ว 7 วัน พระนางสิริมหามายาก็เสด็จสวรรคาลัย เจ้าชายสิทธัตถะจึงอยู่ในความดูแลของพระนางประชาบดีโคตมี ซึ่งเป็นพระกนิษฐาของพระนางสิริมหามายา

          ทั้งนี้ พราหมณ์ ทั้ง 8 ได้ทำนายว่า เจ้าชายสิทธัตถะมีลักษณะเป็นมหาบุรุษ คือ หากดำรงตนในฆราวาสจะได้เป็นจักรพรรดิ ถ้าออกบวชจะได้เป็นศาสดาเอกของโลก แต่โกณฑัญญะพราหมณ์ผู้อายุน้อยที่สุดในจำนวนนั้น ยืนยันหนักแน่นว่า พระราชกุมารสิทธัตถะจะเสด็จออกบวช และจะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแน่นอน
 ประวัติพระพุทธเจ้า : ชีวิตในวัยเด็ก          เจ้าชายสิทธัตถะทรงศึกษาเล่าเรียนจนจบศิลปศาสตร์ทั้ง 18 ศาสตร์ ในสำนักครูวิศวามิตร และเนื่องจากพระบิดาไม่ประสงค์ให้เจ้าชายสิทธัตถะเป็นศาสดาเอกของโลก จึงพยายามทำให้เจ้าชายสิทธัตถะพบเห็นแต่ความสุข โดยการสร้างปราสาท 3 ฤดู ให้อยู่ประทับ และจัดเตรียมความพร้อมสำหรับการราชาภิเษกให้เจ้าชายขึ้นครองราชย์

          เมื่อมีพระชนมายุ 16 พรรษา ทรงอภิเษกสมรสกับพระนางพิมพา หรือยโสธรา พระธิดาของพระเจ้ากรุงเทวทหะซึ่งเป็นพระญาติฝ่ายพระมารดา จนเมื่อมีพระชนมายุ 29 พรรษา พระนางพิมพาได้ให้ประสูติพระราชโอรส มีพระนามว่า "ราหุล" ซึ่งหมายถึง "บ่วง"


 ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จออกผนวช

ประวัติพระพุทธเจ้า


          วันหนึ่งเจ้าชายสิทธัตถะทรงเบื่อความจำเจในปราสาท 3 ฤดู จึงชวนสารถีทรงรถม้าประพาสอุทยาน ครั้งนั้นได้ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช โดยเทวทูต (ทูตสวรรค์) ที่แปลงกายมา พระองค์จึงทรงคิดได้ว่า นี่เป็นธรรมดาของโลก ชีวิตของทุกคนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงเกิด แก่ เจ็บ ตายได้ จึงทรงเห็นว่าความสุขทางโลกเป็นเพียงภาพมายาเท่านั้น และวิถีทางที่จะพ้นจากความทุกข์ คือต้องครองเรือนเป็นสมณะ ดังนั้นพระองค์จึงใคร่จะเสด็จออกบรรพชา ในขณะที่มีพระชนม์ 29 พรรษา

          ครานั้นพระองค์ได้เสด็จไปพร้อมกับนายฉันทะ สารถี ซึ่งเตรียมม้าพระที่นั่ง นามว่ากัณฑกะ มุ่งตรงไปยังแม่น้ำอโนมานที ก่อนจะประทับนั่งบนกองทราย ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ และเปลี่ยนชุดผ้ากาสาวพัตร์ (ผ้าย้อมด้วยรสฝาดแห่งต้นไม้) และให้นายฉันทะ นำเครื่องทรงกลับพระนคร ก่อนที่พระองค์จะเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ (การเสด็จออกเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่) ไปโดยเพียงลำพัง เพื่อมุ่งพระพักตร์ไปยังแคว้นมคธ


 ประวัติพระพุทธเจ้า : บำเพ็ญทุกรกิริยา

          หลังจากทรงผนวชแล้ว พระองค์มุ่งไปที่แม่น้ำคยา แคว้นมคธ ได้พยายามเสาะแสวงทางพ้นทุกข์ ด้วยการศึกษาค้นคว้าทดลองในสำนักอาฬารดาบส กาลามโครตร และอุทกดาบส รามบุตร แต่เมื่อเรียนจบทั้ง 2 สำนักแล้ว ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์

        
  จากนั้นพระองค์ได้เสด็จไปที่แม่น้ำเนรัญชรา ในตำบลอุรุเวลาเสนานิคม และทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ด้วยการขบฟันด้วยฟัน กลั้นหายใจและอดอาหาร จนร่างกายซูบผอม แต่หลังจากทดลองได้ 6 ปี ทรงเห็นว่านี่ยังไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ จึงทรงเลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา และหันมาฉันอาหารตามเดิม ด้วยพระราชดำริตามที่ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จลงมาดีดพิณถวาย 3 วาระ คือดีดพิณสายที่ 1 ขึงไว้ตึงเกินไปเมื่อดีดก็จะขาด ดีดพิณวาระที่ 2 ซึ่งขึงไว้หย่อน เสียงจะยืดยาดขาดความไพเราะ และวาระที่ 3 ดีดพิณสายสุดท้ายที่ขึงไว้พอดี จึงมีเสียงกังวานไพเราะ ดังนั้นจึงทรงพิจารณาเห็นว่า ทางสายกลางคือไม่ตึงเกินไป และไม่หย่อนเกินไป นั่นคือทางที่จะนำสู่การพ้นทุกข์
          หลังจากพระองค์เลิกบำเพ็ญทุกรกิริยา ทำให้พระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ได้แก่ โกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยา มหานามะ อัสสชิ ที่มาคอยรับใช้พระองค์ด้วยความคาดหวังว่าเมื่อพระองค์ค้นพบทางพ้นทุกข์ จะได้สอนพวกตนให้บรรลุด้วย เกิดเสื่อมศรัทธาที่พระองค์ล้มเลิกความตั้งใจ จึงเดินทางกลับไปที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ตำบลสารนาถ เมืองพาราณสี


 
ประวัติพระพุทธเจ้า : ตรัสรู้

ประวัติพระพุทธเจ้า


          ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ ครานั้นพระองค์ทรงประทับนั่งขัดสมาธิ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ณ อุรุเวลาเสนานิคม เมืองพาราณสี หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และตั้งจิตอธิษฐานด้วยความแน่วแน่ว่าตราบใดที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ ก็จะไม่ลุกขึ้นจากสมาธิบัลลังก์ แม้จะมีหมู่มารเข้ามาขัดขวาง แต่ก็พ่ายแพ้พระบารมีของพระองค์กลับไป จนเวลาผ่านไปในที่สุดพระองค์ทรงบรรลุรูปฌาณ คือ

          ยามต้น หรือปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสติญาณ คือ สามารถระลึกชาติได้

          ยามสอง ทางบรรลุจุตูปปาตญาณ (ทิพยจักษุญาณ) คือ รู้เรื่องการเกิดการตายของสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรมที่กำหนดไว้

          ยามสาม ทรงบรรลุอาสวักขยญาณ คือ ความรู้ที่ทำให้สิ้นอาสวะ หรือกิเลส ด้วยอริยสัจ 4 ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค และได้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และเป็นศาสดาเอกของโลก ซึ่งวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ ตรงกับวันเพ็ญเดือน 6 ขณะที่มีพระชนม์ 35 พรรษา


 
ประวัติพระพุทธเจ้า : แสดงปฐมเทศนา
          หลังจากพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว ทรงพิจารณาธรรมที่พระองค์ตรัสรู้มาเป็นเวลา 7 สัปดาห์ และทรงเห็นว่าพระธรรมนั้นยากต่อบุคคลทั่วไปที่จะเข้าใจและปฏิบัติได้ พระองค์จึงทรงพิจารณาว่า บุคคลในโลกนี้มีหลายจำพวกอย่าง บัว 4 เหล่า ที่มีทั้งผู้ที่สอนได้ง่าย และผู้ที่สอนได้ยาก พระองค์จึงทรงระลึกถึงอาฬารดาบสและอุทกดาบส ผู้เป็นพระอาจารย์ จึงหวังเสด็จไปโปรด แต่ทั้งสองท่านเสียชีวิตแล้ว พระองค์จึงทรงระลึกถึงปัญจวัคคีย์ ทั้ง 5 ที่เคยมาเฝ้ารับใช้ จึงได้เสด็จไปโปรดปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน

          ธรรมเทศนากัณฑ์แรกที่พระองค์ทรงแสดงธรรมคือ "ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร" แปลว่าสูตรของการหมุนวงล้อแห่งพระธรรมให้เป็นไป ซึ่งถือเป็นการแสดงพระธรรมเทศนาครั้งแรก ในวันเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ซึ่งตรงกับวันอาสาฬหบูชา

          ในการนี้พระโกณฑัญญะได้ธรรมจักษุ คือดวงตาเห็นธรรมเป็นคนแรก พระพุทธองค์จึงทรงเปล่งวาจาว่า "อัญญาสิ วตโกณฑัญโญ" แปลว่า โกณฑัญญะได้รู้แล้ว ท่านโกณฑัญญะ จึงได้สมญาว่า อัญญาโกณฑัญญะ และได้รับการบวชเป็นพระสงฆ์องค์แรกในพระพุทธศาสนา โดยเรียกการบวชที่พระพุทธเจ้าบวชให้ว่า "เอหิภิกขุอุปสัมปทา"

          หลังจากปัญจวัคคีย์อุปสมบททั้งหมดแล้ว พุทธองค์จึงทรงเทศน์อนัตตลักขณสูตร ปัญจวัคคีย์จึงสำเร็จเป็นอรหันต์ในเวลาต่อมา


 
ประวัติพระพุทธเจ้า : การเผยแผ่พระพุทธศาสนา          ต่อมาพระพุทธเจ้าได้เทศน์พระธรรมเทศนาโปรดแก่ยสกุลบุตร รวมทั้งเพื่อนของยสกุลบุตร จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด รวม 60 รูป

       
   พระพุทธเจ้าทรงมีพระราชประสงค์จะให้มนุษย์โลกพ้นทุกข์ พ้นกิเลส จึงตรัสเรียกสาวกทั้ง 60 รูป มาประชุมกัน และตรัสให้พระสาวก 60 รูป จาริกแยกย้ายกันเดินทางไปประกาศศาสนา 60 แห่ง โดยลำพัง ในเส้นทางที่ไม่ซ้ำกัน เพื่อให้สามารถเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้ในหลายพื้นที่อย่างครอบคลุม ส่วนพระองค์เองได้เสด็จไปแสดงธรรม ณ ตำบลอุรุเวลา เสนานิคม
          หลังจากสาวกได้เดินทางไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาในพื้นที่ต่างๆ ทำให้มีผู้เลื่อมใสพระพทุธศาสนาเป็นจำนวนมาก พระองค์จึงทรงอนุญาตให้สาวกสามารถดำเนินการบวชได้ โดยใช้วิธีการ "ติสรณคมนูปสัมปทา" คือ การปฏิญาณตนเป็นผู้ถึงพระรัตนตรัย พระพุทธศาสนาจึงหยั่งรากฝังลึกและแพร่หลายในดินแดนแห่งนั้นเป็นต้นมา
ประวัติพระพุทธเจ้า : เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน

ประวัติพระพุทธเจ้า


          พระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จโปรดสัตว์และแสดงพระธรรมเทศนา ตลอดระยะเวลา 45 พรรษา ทรงสดับว่า อีก 3 เดือนข้างหน้าจะปรินิพพาน จึงได้ทรงปลงอายุสังขาร ขณะนั้นพระองค์ได้ประทับจำพรรษา ณ เวฬุคาม ใกล้เมืองเวลาสี แคว้นวัชชี โดยก่อนเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน 1 วัน พระองค์ได้เสวยสุกรมัททวะที่นายจุนทะทำถวาย แต่เกิดอาพาธลง ทำให้พระอานนท์โกรธ แต่พระองค์ตรัสว่า "บิณฑบาตที่มีอานิสงส์ที่สุด มี 2 ประการ คือ เมื่อตถาคต (พุทธองค์) เสวยบิณฑบาตแล้วตรัสรู้ และปรินิพพาน" และมีพระดำรัสว่า "โย โว   อานนท   ธมม  จ วินโย มยา เทสิโต ปญญตโต  โส  โว  มมจจเยน  สตถา" อันแปลว่า  "ดูก่อนอานนท์  ธรรมและวินัยอันที่เราแสดงแล้ว  บัญญัติแล้วแก่เธอทั้งหลาย  ธรรมวินัยนั้น  จักเป็นศาสดาของเธอทั้งหลาย  เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว"

          พระพุทธเจ้าทรงประชวรหนัก แต่ทรงอดกลั้นมุ่งหน้าไปยังเมืองกุสินารา ประทับ ณ ป่าสาละ เพื่อเสด็จดับขันธุ์ปรินิพพาน โดยก่อนที่จะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานนั้น พระองค์ได้อุปสมบทแก่พระสุภัททะปริพาชก  ซึ่งถือได้ว่า "พระสุภภัททะ" คือสาวกองค์สุดท้ายที่พระพุทธองค์ทรงบวชให้ ในท่ามกลางคณะสงฆ์ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และปุถุชนจากแคว้นต่างๆ รวมทั้งเทวดา ที่มารวมตัวกันในวันนี้

        
  ในครานั้นพระองค์ทรงมีปัจฉิมโอวาทว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราขอบอกเธอทั้งหลาย สังขารทั้งปวงมีความเสื่อมสลายไปเป็นธรรมดา พวกเธอจึงทำประโยชน์ตนเอง และประโยชน์ของผู้อื่นให้สมบูรณ์ด้วยความไม่ประมาทเถิด" (อปปมาเทน สมปาเทต) 
          จากนั้นได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน ใต้ต้นสาละ ณ สาลวโนทยาน ของเหล่ามัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา แคว้นมัลละ ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 รวมพระชนม์ 80 พรรษา และวันนี้ถือเป็นการเริ่มต้นของพุทธศักราช

วันพฤหัสบดีที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ประวัติวันลอยกระทง

เชื่อเป็นการขอขมาเจ้าแม่คงคา
 
          วันลอยกระทง เป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาวไทย ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 12 ตามปฏิทินจันทรคติไทย ตามปฏิทินจันทรคติล้านนา "มักจะ" ตกอยู่ในราวเดือนพฤศจิกายน ตามปฏิทินสุริยคติ ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อพระแม่คงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป

          ในวันลอยกระทง ผู้คนจะพากันทำ "กระทง" จากวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ ตบแต่งเป็นรูปคล้ายดอกบัวบาน ปักธูปเทียน และนิยมตัดเล็บ เส้นผม หรือใส่เหรียญกษาปณ์ลงไปในกระทง แล้วนำไปลอยในสายน้ำ (ในพื้นที่ติดทะเล ก็นิยมลอยกระทงริมฝั่งทะเล) เชื่อว่าเป็นการลอยเคราะห์ไป นอกจากนี้ยังเชื่อว่าการลอยกระทง เป็นการบูชาพระแม่คงคาด้วย

ประเพณีในแต่ละท้องถิ่น

          ภาคเหนือตอนบน นิยมทำโคมลอย เรียกว่า "ลอยโคม" หรือ "ว่าวฮม" หรือ "ว่าวควัน" ทำจากผ้าบางๆ แล้วสุมควันข้างใต้ให้ลอยขึ้นไปในอากาศอย่างบอลลูน ประเพณีของชาวเหนือนี้เรียกว่า "ยี่เป็ง" หมายถึงการทำบุญในวันเพ็ญเดือนยี่(ซึ่งนับวันตามแบบล้านนา ตรงกับวันเพ็ญเดือนสิบสองในแบบไทย)

          - จังหวัดตาก จะลอยกระทงขนาดเล็กทยอยเรียงรายไปเป็นสาย เรียกว่า "กระทงสาย"

          - จังหวัดสุโขทัย ขบวนแห่โคมชักโคมแขวน การเล่นพลุตะไล ไฟพะเนียง

          - ภาคอีสานจะตบแต่งเรือแล้วประดับไฟ เป็นรูปต่างๆ เรียกว่า "ไหลเรือไฟ"

          - กรุงเทพฯ จะมี งานภูเขาทอง เป็นรูปแบบงานวัด เฉลิมฉลองราว7-10วัน ก่อนงานลอยกระทง และจบลงในช่วงหลังวันลอยกระทง

          - ภาคใต้ อย่างที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลาก็มีการจัดงานอย่างยิ่งใหญ่ นอกจากนั้น ในจังหวัดอื่นๆ ก็จะจัดงานวันลอยกระทงด้วยเช่นกัน

          นอกจากนี้ในแต่ละท้องถิ่นยังอาจมีประเพณีลอยกระทงที่แตกต่างกันไป และสืบทอดต่อกันเรื่อยมา

ประวัติ

          เดิมเชื่อกันว่าประเพณีลอยกระทงเริ่มมีมาแต่สมัยสุโขทัย ในรัชสมัยพ่อขุนรามคำแหง โดยมีนางนพมาศ เป็นผู้ประดิษฐ์กระทงขึ้นครั้งแรก โดยแต่เดิมเรียกว่าพิธีจองเปรียง ที่ลอยเทียนประทีป และนางนพมาศได้นำดอกโคทม ซึ่งเป็นดอกบัวที่บานเฉพาะวันเพ็ญเดือนสิบสองมาใช้ใส่เทียนประทีป แต่ปัจจุบันมีหลักฐานว่าไม่น่าจะเก่ากว่าสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยอ้างอิงหลักฐานจากภาพจิตรกรรมการสร้างกระทงแบบต่างๆ ในสมัยรัชกาลที่ 3

          ปัจจุบันวันลอยกระทงเป็นเทศกาลที่สำคัญของไทย ที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศมาเที่ยวปีละมากๆ ทั้งนี้ในช่วงเวลาดังกล่าวมักจะเป็นช่วงต้นฤดูหนาว และมีอากาศดี
ในวันลอยกระทง ยังนิยมจัดประกวดนางงาม เรียกว่า "นางนพมาศ"


ความเชื่อเกื่ยวกับวันลอยกระทง

          - เป็นการขอขมาพระแม่คงคา ที่มนุษย์ได้ใช้น้ำ ได้ดื่มกินน้ำ รวมไปถึงการทิ้งสิ่งปฏิกูลต่างๆ ลงในแม่น้ำ

          - เป็นการสักการะรอยพระพุทธบาท ที่พระพุทธเจ้าทรงได้ประทับรอยพระบาทไว้หาดทรายแม่น้ำนัมมทานที ในประเทศอินเดีย

          - เป็นการลอยความทุกข์ ความโศกรวมถึงโรคภัยต่างๆ ให้ลอยไปกับแม่น้ำ

          - ชาวไทยในภาคเหนือมีความเชื่อว่า การลอยกระทงเป็นการบูชาพระอุปคุต ตามตำนานเล่าว่า พระอุปคุตทรงสามารถปราบพญามารได้

วันหยุดในปี2555

  ปี ๆ หนึ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วจริง ๆ จำได้ว่าเพิ่งผ่านปีใหม่ของปี พ.ศ. 2554 ได้แปปเดียว เวลาก็กำลังจะเดินทางมาถึงเดือนสุดท้ายของปีอย่างเดือนธันวาคมแล้ว แน่นอนว่าท่านผู้อ่านหลายคนคงอยากทราบกันแล้วว่าปี 2555 เราจะมีวันหยุดวันไหนกันบ้าง งั้นอย่ารอช้า ไปดู ปฏิทินวันหยุด วันหยุดประจำปี 2555 ที่เรานำมาฝากกันเลย
เดือนมกราคม

        วันขึ้นปีใหม่ : อาทิตย์ 1 มกราคม
        ชดเชยวันขึ้นปีใหม่ : จันทร์ 2 มกราคม
 
เดือนมีนาคม

        วันมาฆบูชา : พุธ 7 มีนาคม

เดือนเมษายน

        วันจักรี : ศุกร์ 6 เมษายน
        วันสงกรานต์ : ศุกร์-อาทิตย์ 13-15 เมษายน
        ชดเชยวันสงกรานต์ : จันทร์ 16 เมษายน (อังคาร 17 เมษายน รอ ครม. ประกาศ)

เดือนพฤษภาคม

        วันแรงงานแห่งชาติ : อังคาร 1 พฤษภาคม
        วันฉัตรมงคล : เสาร์ 5 พฤษภาคม
        ชดเชยวันฉัตรมงคล : จันทร์ 7 พฤษภาคม
        *วันพืชมงคล : พุธ 9 พฤษภาคม (หยุดเฉพาะราชการ)

เดือนมิถุนายน

        วันวิสาขบูชา : จันทร์ 4 มิถุนายน

เดือนกรกฎาคม

        วันหยุดครึ่งปีธนาคาร : อาทิตย์ 1 กรกฎาคม

เดือนสิงหาคม

        วันอาสาฬหบูชา : พฤหัสบดี 2 สิงหาคม
        *วันเข้าพรรษา : ศุกร์ 3 สิงหาคม (หยุดเฉพาะราชการ)
        วันแม่แห่งชาติ : อาทิตย์ 12 สิงหาคม
        ชดเชยวันแม่แห่งชาติ : จันทร์ 13 สิงหาคม

เดือนตุลาคม

        วันปิยะมหาราช : อังคาร 23 ตุลาคม

เดือนธันวาคม

        วันพ่อ : พุธ 5 ธันวาคม
        วันรัฐธรรมนูญ : จันทร์ 10 ธันวาคม
        วันสิ้นปี : จันทร์ 31 ธันวาคม

หมายเหตุ * หมายถึง มีเงื่อนไขตามในวงเล็บ
 
         เมื่อดูผังวันหยุดเสร็จเรียบร้อย ก็พอสรุปได้ว่า ปี 2555 ราชการจะมีวันหยุดขั้นต่ำ 21 วัน ส่วนธนาคารมี 20 วัน และราชการกับธนาคารมีโอกาสเพิ่มวันหยุดได้อีก 2 วัน ถ้าหากวันที่ 3 มกราคม กับ 17 เมษายน ทางคณะรัฐมนตรีประกาศให้เป็นวันหยุดชดเชยวันขึ้นปีใหม่และวันสงกรานต์ตามลำดับ

ประวัติของหัวกระบือ


   โรงเรียนวัดหัวกระบือ  เป็นโรงเรียนประถมศึกษา  สังกัดกรุงเทพมหานคร
 เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑  ถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖  ตั้งขึ้นเมื่อวันที่
๒๓  กุมภาพันธ์  พ.ศ.๒๔๗๕  โดยขุนพำนักชนบท ( นายอำเภอ )  เป็นผู้เปิด  ปีแรกมี
นักเรียนทั้งหมด  ๘๗ คน อาศัยศาลาการเปรียญของวัดหัวกระบือ เป็นที่เรียนใช้ชื่อว่า
"โรงเรียนประชาบาล" ตำบลท่าข้าม ๑ ( วัดหัวกระบือ ) ต่อมากระทรวงศึกษาธิการ 
ได้ให้ตัดคำว่า  "ประชาบาล" ออก  จึงเหลือเพียง  "โรงเรียนวัดหัวกระบือ"
         พ.ศ.๒๔๙๐ - ๒๔๙๑ ทางวัดรื้อศาลาการเปรียญเพื่อสร้างใหม่  จึงย้ายไปเรียน
ที่โรงลิเกของวัด  ศาลาริมน้ำและโรงบ่อนไก่  กำนันแปลก  บุญศุข ( กำนันตำบลท่าข้าม )
เมื่อศาลาการเปรียญสร้างเสร็จเรียบร้อยจึงกลับมาเรียนที่เดิม
         พ.ศ.๒๕๐๕  คณะครูจังหวัดธนบุรี ( เดิม )  ได้ร่วมกันทอดกฐินที่วัดดหัวกระบือ
เพื่อนำเงินส่วนหนึ่งสมทบสร้างอาคารเรียนถาวรได้เงินทั้งสิ้น  ๑๐,๐๔๕.๖๐  บาท 
จึงย้านสถานที่มาตั้งอยู่ในที่ปัจจุบัน
         ปัจจุบันโรงเรียนวัดหัวกระบือ  เปิดทำการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาล ถึง ชั้นมัธยม-
ศึกษาปีที่ ๓  มีข้าราชการครู ๔๗ คน  ครูผู้ช่วย ๘ คน  คนเลี้ยงเด็ก ๖  คน  ธุรการ ๑ คน
  นักการ - ภารโรง ๔ คน  คนงาน ๑ คน  ยาม ๑ คน  นักเรียน ๑,๒๑๒ คน
         ปัจจุบันโรงเรียนวัดหัวกระบือเป็นโรงเรียนประถมและขยายโอกาส ตั้งอยู่เลขที่ 3/1 หมู่ 7 แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร มีเนื้อที่ทั้งหมด 4 ไร่ ประกอบด้วย
อาคารเรียน อาคารสุขา บ้านพักครู บ้านพักนักการภารโรง ดังนี้
1.
อาคารตึก 3 ชั้น ใต้ถุนโล่งขนาด 8 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง
2.
อาคารตึก 5 ชั้น ใต้ถุนโล่งขนาด 16 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง
3.
อาคารตึก 4 ชั้น ใต้ถุนโล่งขนาด 12 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง
4.
อาคารตึก 4 ชั้น ใต้ถุนโล่งขนาด 12 ห้องเรียน จำนวน 1 หลัง
5.
ห้องสมุดเฉลิมพระเกียรติ 1 จำนวน 1 หลัง
6.
บ้านพักครู จำนวน 6 หลัง
7.
บ้านพักนักการภารโรง จำนวน 2 หลัง
8.
อาคารสุขาขนาด 6 ที่นั่ง จำนวน 1 หลัง
9.
อาคารสุขาขนาด 10 ที่นั่ง จำนวน 1 หลัง

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

สุนทรภภู่


สุนทรภู่

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
สุนทรภู่
Poo-2.jpg
รูปปั้น สุนทรภู่ ที่อนุสาวรีย์สุนทรภู่ จ.ระยอง
เกิด: 26 มิถุนายน พ.ศ. 2329
เขตพระราชวังหลัง
กรุงรัตนโกสินทร์
ถึงแก่กรรม: พ.ศ. 2398
เขตพระราชวังเดิม
กรุงรัตนโกสินทร์
อาชีพ: กวี
สัญชาติ: ไทย
ช่วงเวลาในการเขียน: ต้นรัตนโกสินทร์
แนวทางการเขียน: แฟนตาซี, อิงประวัติศาสตร์
หัวข้อ: กวีนิพนธ์
ผลงานครั้งแรก: โคบุตร
ผลงานสำคัญ: พระอภัยมณี
พระสุนทรโวหาร นามเดิม ภู่ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า สุนทรภู่ (26 มิถุนายน พ.ศ. 2329 - พ.ศ. 2398) เป็นกวีชาวไทยที่มีชื่อเสียง ได้รับยกย่องเป็น เชกสเปียร์แห่งประเทศไทย[1] เกิดหลังจากตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ได้ 4 ปี และได้เข้ารับราชการเป็นกวีราชสำนักในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เมื่อสิ้นรัชกาลได้ออกบวชเป็นเวลาร่วม 20 ปี ก่อนจะกลับเข้ารับราชการอีกครั้งในปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยเป็นอาลักษณ์ในสมเด็จเจ้าฟ้าจุฑามณี กรมขุนอิศเรศรังสรรค์ ในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระสุนทรโวหาร เจ้ากรมอาลักษณ์ฝ่ายพระราชวังบวร ซึ่งเป็นตำแหน่งราชการสุดท้ายก่อนสิ้นชีวิต
สุนทรภู่เป็นกวีที่มีความชำนาญทางด้านกลอน ได้สร้างขนบการประพันธ์กลอนนิทานและกลอนนิราศขึ้นใหม่จนกลายเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางสืบเนื่องมาจนกระทั่งถึงปัจจุบัน ผลงานที่มีชื่อเสียงของสุนทรภู่มีมากมายหลายเรื่อง เช่น นิราศภูเขาทอง นิราศสุพรรณ เพลงยาวถวายโอวาท กาพย์พระไชยสุริยา และ พระอภัยมณี เป็นต้น โดยเฉพาะเรื่อง พระอภัยมณี ได้รับยกย่องจากวรรณคดีสโมสรว่าเป็นยอดของวรรณคดีประเภทกลอนนิทาน และเป็นผลงานที่แสดงถึงทักษะ ความรู้ และทัศนะของสุนทรภู่อย่างมากที่สุด งานประพันธ์หลายชิ้นของสุนทรภู่ได้รับเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งในหลักสูตรการเรียนการสอนนับแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน เช่น กาพย์พระไชยสุริยา นิราศพระบาท และอีกหลายๆเรื่อง
ปี พ.ศ. 2529 ในโอกาสครบรอบ 200 ปีชาตกาล สุนทรภู่ได้รับยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกด้านงานวรรณกรรม ผลงานของสุนทรภู่ยังเป็นที่นิยมในสังคมไทยอย่างต่อเนื่องตลอดมาไม่ขาดสาย และมีการนำไปดัดแปลงเป็นสื่อต่างๆ เช่น หนังสือการ์ตูน ภาพยนตร์ เพลง รวมถึงละคร มีการก่อสร้างอนุสาวรีย์สุนทรภู่ไว้ที่ตำบลกร่ำ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง บ้านเกิดของบิดาของสุนทรภู่ และเป็นที่กำเนิดผลงานนิราศเรื่องแรกของท่านคือ นิราศเมืองแกลง นอกจากนี้ยังมีอนุสาวรีย์แห่งอื่นๆ อีก เช่น ที่วัดศรีสุดาราม ที่จังหวัดเพชรบุรี และจังหวัดนครปฐม วันเกิดของสุนทรภู่คือวันที่ 26 มิถุนายนของทุกปี ถือเป็น วันสุนทรภู่ ซึ่งเป็นวันสำคัญด้านวรรณกรรมของไทย มีการจัดกิจกรรมเชิดชูเกียรติคุณและส่งเสริมศิลปะการประพันธ์บทกวีจากองค์กรต่างๆ โดยทั่วไป